การปลูกผักหวานป่าเชิงระบบ
+โพสต์เมื่อวันที่ : 22 ก.ค. 2552
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
.....
การปลูกผักหวานป่าเชิงระบบ คือ การปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยมีผักหวานป่าเป็นพืชหลัก มีการปลูกพืชหลายระดับเพื่อจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางลบกับการเจริญเติบโตของผักหวานป่า โดยเริ่มจากปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้น เช่น แคบ้าน กล้วย มะม่วง และสะเดา เป็นต้น เพื่อใช้เป็นไม้พี่เลี้ยงให้ร่มเงาที่ถาวร เนื่องจากตามธรรมชาติผักหวานป่าเจริญเติบโตได้ดีภายใต้ร่มเงาของไม้อื่น ตามด้วยการปลูกไม้ระดับกลางคือผักหวานป่าซึ่งเป็นพืชหลัก และการปลูกพืชระดับล่างเป็นพืชอายุสั้นที่ให้ผลผลิตได้เร็ว เช่น พืชผัก เป็นต้น
การเลือกพืชมาปลูกร่วมกับผักหวานป่า ต้องให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของผักหวานป่าด้วย โดยเฉพาะพืชที่นำมาปลูกเพื่อให้ร่มเงา ควรเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ เจริญเติบโตได้ดี และมีผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ถ้าเป็นพืชตระกูลถั่วจะเป็นการดีมาก มีการกำหนดระยะปลูกให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นผักหวานป่าได้รับแสงแดดมากหรือน้อยเกินไป ส่วนพืชอายุสั้นอาจเป็นพืชผักกินใบหรือผลก็ได้ เช่น มะเขือ พริก กะเพรา ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปลูก หรือความต้องการของตลาด
ตัวอย่างระบบการปลูกผักหวานป่า ในพื้นที่ 1 ไร่ เช่น ถ้าต้องการปลูกผักหวานป่าร่วมกับกล้วยน้ำว้า และมะเขือเปราะ เริ่มจากปลูกกล้วยเพื่อเป็นพืชให้ร่มเงา ระยะปลูก 3x3 เมตร ปลูกได้ 196 ต้น จากนั้นนำต้นกล้ามะเขือเปราะปลูกระหว่างแถวของต้นกล้วย โดยปลูกเป็นแถวคู่ ระยะปลูก 1x1 เมตร ปลูกได้ 1,040 ต้น เมื่อต้นมะเขือเปราะโตจนมีร่มเงา จึงปลูกผักหวานป่าระหว่างกึ่งกลางแถวคู่ของต้นมะเขือ ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 1 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 520 ต้น โดยในช่วงแรกผักหวานป่าจะอาศัยร่มเงาของต้นมะเขือ จนกว่าต้นกล้วยจะสามารถให้ร่มเงาได้
ต้นทุนระบบการปลูกผักหวานป่ามีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของต้นพันธุ์ที่นำมาใช้ คือ ต้นพันธุ์จากการตอนกิ่งมีราคาสูงกว่าจากการเพาะเมล็ด ราคาต้นพันธุ์จากกิ่งตอนประมาณ 100 บาท/ต้น ส่วนเพาะเมล็ดราคาประมาณ 15-20 บาท/ต้น นอกจากนั้นจะเป็นต้นทุนของระบบน้ำ แรงงาน และปุ๋ย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์เป็นหลัก
ต้นผักหวานป่า
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.oknation.net/blog/esan-banna
การปลูกผักหวานป่า 1 ระบบนี้ ทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ คือ ปีแรกผลตอบแทนจากการปลูกมะเขือเปราะ ปีที่สองจากการปลูกกล้วยน้ำว้า และเมื่อเข้าสู่ปีที่สามจะได้รับผลตอบแทนจากกล้วยน้ำว้าและผักหวานป่า
การปลูกผักหวานป่าเชิงระบบ จึงเป็นระบบการปลูกพืชที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี และทุก ๆ ปี ในระหว่างรอผลผลิตจากต้นผักหวานป่า นอกจากนั้นยังเป็นการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่สถานีวิจัย ลำตะคอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เลขที่ 333 หมู่ 12 ถนนมิตรภาพ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 โทร. 0-4439-0107, 0-4439-0150, 08-1999-4770 โทรสาร 0-4439-0150 E-mail:lamtakhong@tistr.or.th, momtree_k@tistr.or.th
ขอบคุณที่มา เดลินิวส์
วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ยาเสพติด
ความรู้เรื่องยาเสพติด
๑. ความหมายของยาเสพติด
ยาเสพติด หมายถึง สารใดก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสารที่สังเคราะห์ขึ้น เมี่อนำเข้าสู้ร่างกายไม่ว่าจะโดยวิธีรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้ว ทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดการเสพติดได้ หากใช้สารนั้นเป็นประจำทุกวัน หรือวันละหลาย ๆ ครั้ง
ลักษณะสำคัญของสารเสพติด จะทำให้เกิดอาการ และอาการแสดงต่อผู้เสพดังนี้
๑. เกิดอาการดื้อยา หรือต้านยา และเมื่อติดแล้ว ต้องการใช้สารนั้นในประมาณมากขึ้น
๒. เกิดอาการขาดยา ถอนยา หรืออยากยา เมื่อใช้สารนั้นเท่าเดิม ลดลง หรือหยุดใช้
๓. มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างรุนแรงตลอดเวลา
๔. สุขภาพร่างกายทรุดโทรมลง เกิดโทษต่อตนเอง ครอบครัว ผู้อื่น ตลอดจนสังคม และประเทศชาติ
๒. ประเภทของยาเสพติด
ยาเสพติด แบ่งได้หลายรูปแบบ ตามลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
๒. แบ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท คือ
๒.๑ ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๑ ได้แก่ เฮโรอีน แอลเอสดี แอมเฟตามีน หรือยาบ้า ยาอีหรือยาเลิฟ
๒.๒ ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๒ ยาเสพติดประเภทนี้สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ แต่ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ และใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน หรือโคคาอีน โคเคอีน และเมทาโดน
๒.๓ ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๓ ยาเสพติดประเภทนี้เป็นยาเสพติดให้โทษที่มียาเสพติดประเภทที่ ๒ ผสมอยู่ด้วย มีประโยชน์ทางการแพทย์ การนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น หรือเพื่อเสพติด จะมีบทลงโทษกำกับไว้ ยาเสพติดประเภทนี้ ได้แก่
ยาแก้ไอ ที่มีตัวยาโคเคอีน ยาแก้ท้องเสีย ที่มีฝิ่นผสมอยู่ด้วย ยาฉีดระงับปวดต่าง ๆ เช่น มอร์ฟีน เพทิดีน ซึ่งสกัดมาจากฝิ่น
๒.๔ ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๔ คือสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๑ หรือประเภทที่ ๒ ยาเสพติดประเภทนี้ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดโรคแต่อย่างใด และมีบทลงโทษกำกับไว้ด้วย ได้แก่น้ำยาอะเซติคแอนไฮไดรย์ และ อะเซติลคลอไรด์ ซึ่งใช้ในการเปลี่ยนมอร์ฟีนเป็นเฮโรอีน สารคลอซูไดอีเฟครีน สามารถใช้ในการผลิตยาบ้าได้ และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอีก ๑๒ ชนิด ที่สามารถนำมาผลิตยาอีและยาบ้าได้
ผสมผสาน
เห็ดขี้ควาย
๒.๕ ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๕ เป็นยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าข่ายอยู่ในยาเสพติดประเภทที่ ๑ ถึง ๔ ได้แก่ ทุกส่วนของพืชกัญชา ทุกส่วนของพืชกระท่อม เห็ดขี้ควาย เป็นต้น
๓. แบ่งตามการออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ
๓.๑ ยาเสพติดประเภทกดประสาท ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน สารระเหย และยากล่อมประสาท
๓.๒ ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท ได้แก่ แอมเฟตามีน กระท่อม และ โคคาอีน
๓.๓ ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี ดีเอ็มพี และ เห็ดขี้ควาย
๓.๔ ยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน กล่าวคือ อาจกดกระตุ้น หรือ หลอนประสาทได้พร้อม ๆ กัน ตัวอย่างเช่น กัญชา
๔. แบ่งตามองค์การอนามัยโลก ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๙ ประเภท คือ
๔.๑ ประเภทฝิ่น หรือ มอร์ฟีน รวมทั้งยาที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน เพทิดีน
๔.๒ ประเภทยาปิทูเรท รวมทั้งยาที่มีฤทธิ์ทำนองเดียวกัน ได้แก่ เซโคบาร์ปิตาล อะโมบาร์ปิตาล พาราลดีไฮด์ เมโปรบาเมท ไดอาซีแพม เป็นต้น
๔.๓ ประเภทแอลกอฮอล ได้แก่ เหล้า เบียร์ วิสกี้
๔.๔ ประเภทแอมเฟตามีน ได้แก่ แอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีน
๔.๕ ประเภทโคเคน ได้แก่ โคเคน ใบโคคา
๔.๖ ประเภทกัญชา ได้แก่ ใบกัญชา ยางกัญชา
๔.๗ ประเภทใบกระท่อม
๔.๘ ประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี ดีเอ็นที เมสตาลีน เมลัดมอนิ่งกลอรี่ ต้นลำโพง เห็ดเมาบางชนิด
๔.๙ ประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจาก ๘ ประเภทข้างต้น ได้แก่ สารระเหยต่าง ๆ เช่น ทินเนอร์ เบนซิน น้ำยาล้างเล็บ ยาแก้ปวด และบุหรี่
๓. วิธีการเสพยาเสพติด
กระทำได้หลายวิธี ดังนี้คือ
๓.๑ สอดใต้หนังตา
๓.๒ สูบ
๓.๓ ดม
๓.๔ รับประทานเข้าไป
๓.๕ อมไว้ใต้ลิ้น
๓.๖ ฉีดเข้าเหงือก
๓.๗ ฉีดเข้าเส้นเลือด
๓.๘ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
๓.๙ เหน็บทางทวารหนัก
๔. ยาเสพติดที่แพร่ระบาดในประเทศไทย ได้แก่
๔.๑ ยาบ้า
๔.๒ ยาอี ยาเลิฟ หรือ เอ็กซ์ตาซี
๔.๓ ยาเค
๔.๔ โคเคน
๔.๕ เฮโรอีน
๔.๖ กัญชา
๔.๗ สารระเหย
๔.๘ แอลเอสดี
๔.๙ ฝิ่น
๔.๑๐ มอร์ฟีน
๔.๑๑ กระท่อม
๔.๑๒ เห็ดขี้ควาย
๕. สาเหตุของการติดยาเสพติด
มีหลายประการ ดังนี้คือ
๕.๑ อยากลอง อยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัส ซึ่งเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ โดยคิดว่า "ไม่ติด" แต่เมื่อลองเสพเข้าไปแล้วมักจะติด
๕.๒ ถูกเพื่อนชักชวน ส่วนใหญ่พบในกลุ่มเยาวชน ทำตามเพื่อน เพราะต้องการ การยอมรับจากเพื่อนฝูง หรือถูกชักจูงว่าใช้แล้วทำให้สมองปลอดโปร่ง หรือใช้แล้วทำให้ขยันจึงเหมาะแก่การเรียน และการทำงาน
๕.๓ ถูกหลอกลวง โดยอาศัยรูปแบบสีสันสวยงาม ทำให้ผู้รับไม่อาจทราบได้ว่า สิ่งที่ตนได้รับเป็นยาเสพติด
๕.๔ ใช้เพื่อลดความเจ็บปวดทางกาย อันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บ จนเกิดการติดยา เพราะใช้เป็นประจำ
๕.๕ เกิดจากความคนอง และขาดสติยั้งคิด ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นยาเสพติด แต่อยากแสดง ความเก่งกล้า อวดเพื่อน จึงชวนกันเสพจนติด
๕.๖ ภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัว เอื้ออำนวยที่จะส่งเสริม และผลักดันให้หันเข้าหายาเสพติด เช่น ครอบครัวแตกแยก สมาชิกในครอบครัวขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ภาวะเศรษฐกิจบีบบังคับให้ทำเพื่อความอยู่รอด อยากรวยเร็ว หรือพักอาศัยอยู่ ในแหล่งที่มีการเสพและค้ายาเสพติด
๖. โทษ/พิษภัย ของยาเสพติด
การใช้ยาเสพติด มีโทษและพิษภัยรอบตัว นอกจากจะส่งผลกระทบในทางไม่ดีโดยตรงต่อตัวผู้เสพแล้ว ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ยังส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังครอบครัวผู้เสพ ตลอดจนเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติอีกด้วย
๗. วิธีสังเกตุอาการผู้ติดยาเสพติด
จะสังเกตว่าผู้ใดใช้หรือเสพยาเสพติด ให้สังเกตจากอาการและการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย และจิตใจดังต่อไปนี้
๗.๑ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จะสังเกตได้จาก
๗.๑.๑ สุขภาพร่างกายทรุดโทรม ซูบผอม ไม่มีแรง อ่อนเพลีย
๗.๑.๒ ริมฝีปากเขียวคล้ำ แห้ง และแตก
๗.๑.๓ ร่างกายสกปรก เหงื่อออกมาก กลิ่นตัวแรงเพราะไม่ชอบอาบน้ำ
๗.๑.๔ ผิวหนังหยาบกร้าน เป็นแผลพุพอง อาจมีหนองหรือน้ำเหลือง คล้ายโรคผิวหนัง
๗.๑.๕ มีรอยกรีดด้วยของมีคม เป็นรอยแผลเป็นปรากฏที่บริเวณแขน และ/หรือ ท้องแขน
๗.๑.๖ ชอบใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และสวมแว่นตาดำเพื่อปิดบังม่านตาที่ ขยาย
๗.๒ การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ความประพฤติและบุคลิกภาพ สังเกตุได้จาก
๗.๒.๑ เป็นคนเจ้าอารมย์ หงุดหงิดง่าย เอาแต่ใจตนเอง ขาดเหตุผล
๗.๒.๒ ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่
๗.๒.๓ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
๗.๒.๔ พูดจากร้าวร้าว แม้แต่บิดามารดา ครู อาจารย์ ของตนเอง
๗.๒.๕ ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว ไม่เข้าหน้าผู้อื่น ทำตัวลึกลับ
๗.๒.๖ ชอบเข้าห้องน้ำนาน ๆ
๗.๒.๔ ใช้เงินเปลืองผิดปกติ ทรัพย์สินในบ้านสูญหายบ่อย
๗.๒.๕ พบอุปกรณ์เกี่ยวกับยาเสพติด เช่น หลอดฉีดยา เข็มฉีดยา กระดาษตะกั่ว
๗.๒.๖ มั่วสุมกับคนที่มีพฤติกรรมเกี่ยวกับยาเสพติด
๗.๒.๗ ไม่สนใจความเป็นอยู่ของตนเอง แต่งกายสกปรก ไม่เรียบร้อย ไม่ค่อยอาบน้ำ
๗.๒.๘ ชอบออกนอกบ้านเสมอ ๆ และกลับบ้านผิดเวลา
๗.๒.๙ ไม่ชอบทำงาน เกียจคร้าน ชอบนอนตื่นสาย
๗.๒.๑๐ มีอาการวิตกกังวล เศร้าซึม สีหน้าหมองคล้ำ
๗.๓ การสังเกตุอาการขาดยา ดังต่อไปนี้
๗.๓.๑ น้ำมูก น้ำตาไหล หาวบ่อย
๗.๓.๒ กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หายใจถี่ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาจมีอุจาระเป็นเลือด
๗.๓.๓ ขนลุก เหงื่อออกมากผิดปกติ
๗.๓.๔ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดเสียวในกระดูก
๗.๓.๕ ม่านตาขยายโตขึ้น ตาพร่าไม่สู้แดด
๗.๓.๖ มีอาการสั่น ชัก เกร็ง ไข้ขึ้นสูง ความดันโลหิตสูง
๗.๓.๗ เป็นตะคริว
๗.๓.๘ นอนไม่หลับ
๗.๓.๙ เพ้อ คลุ้มคลั่ง อาละวาด ควบคุมตนเองไม่ได้
๘. การตรวจพิสูจน์หาสารเสพติดในร่างกาย
การตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย แบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอน
๘.๑ การตรวจขั้นต้น : ราคาถูก ได้ผลเร็ว มีชุดตรวจสำเร็จรูป ความแม่นยำในการตรวจปานกลาง สดวกในการนำไปตรวจนอกสถานที่
๘.๒ การตรวจขั้นยืนยัน : เป็นการตรวจที่ให้ผลแม่นยำ แต่ใช้เวลาตรวจนาน ค่าใช้จ่ายสูง
๙. การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด
การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด หมายถึง การดำเนินงานเพื่อแก้ไขสภาพร่างกาย และจิตใจของผู้ติดยาเสพติดให้เลิกจากการเสพ และสามารถกลับไปดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด แบ่งออกเป็น ๓ ระบบคือ
๙.๑ ระบบสมัครใจ หมายถึง ผู้ติดยาเสพติดสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน
๙.๒ ระบบต้องโทษ หมายถึง ผู้ติดยาเสพติดที่กระทำความผิดและถูกคุมขัง จะได้รับการบำบัดรักษา ในสถานพยาบาลที่กำหนดได้ตามกฎหมาย เช่น ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรมหรือสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง กระทรวงยุติธรรม
๙.๓ ระบบบังคับบำบัด หมายถึง ผู้ที่ทางราชการตรวจพบว่ามีสารเสพติดในร่างกาย จะต้องถูกบังคับบำบัดตาม พ.ร.บ. ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔ ในสถานพยาบาลที่จัดขึ้นตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว เป็นระยะเวลา ๖ เดือน และขยายได้จนถึงไม่เกิน ๓ ปี ระบบนี้ยังไม่เปิดใช้ในขณะนี้ การบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มี ๔ ขั้นตอน คือ
๙.๑ ขั้นเตรียมการก่อนบำบัดรักษา (Pre - admission) เพื่อศึกษาประวัติภูมิหลังของผู้ติดยาเสพติดทั้งจากผู้ขอรับการรักษา และครอบครัว
๙.๒ ขั้นถอนพิษยา (Detoxification) เป็นการบำบัดรักษาอาการทางกายที่เกิดจากการใช้ยาเสพติด โดยผู้ขอรับการรักษา สามารถเลือกใช้บริการแบบผู้ป่วยนอก หรือผู้ป่วยใน ก็ได้ตามสดวก
๙.๓ ขั้นการฟื้นฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation) เป็นการบำบัดรักษาเพื่อปรับเปลี่ยน ลักษณะนิสัย บุคลิกภาพ พฤติกรรม
ที่มา www.thaigov.com
๑. ความหมายของยาเสพติด
ยาเสพติด หมายถึง สารใดก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสารที่สังเคราะห์ขึ้น เมี่อนำเข้าสู้ร่างกายไม่ว่าจะโดยวิธีรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้ว ทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดการเสพติดได้ หากใช้สารนั้นเป็นประจำทุกวัน หรือวันละหลาย ๆ ครั้ง
ลักษณะสำคัญของสารเสพติด จะทำให้เกิดอาการ และอาการแสดงต่อผู้เสพดังนี้
๑. เกิดอาการดื้อยา หรือต้านยา และเมื่อติดแล้ว ต้องการใช้สารนั้นในประมาณมากขึ้น
๒. เกิดอาการขาดยา ถอนยา หรืออยากยา เมื่อใช้สารนั้นเท่าเดิม ลดลง หรือหยุดใช้
๓. มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างรุนแรงตลอดเวลา
๔. สุขภาพร่างกายทรุดโทรมลง เกิดโทษต่อตนเอง ครอบครัว ผู้อื่น ตลอดจนสังคม และประเทศชาติ
๒. ประเภทของยาเสพติด
ยาเสพติด แบ่งได้หลายรูปแบบ ตามลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
๒. แบ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท คือ
๒.๑ ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๑ ได้แก่ เฮโรอีน แอลเอสดี แอมเฟตามีน หรือยาบ้า ยาอีหรือยาเลิฟ
๒.๒ ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๒ ยาเสพติดประเภทนี้สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ แต่ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ และใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน หรือโคคาอีน โคเคอีน และเมทาโดน
๒.๓ ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๓ ยาเสพติดประเภทนี้เป็นยาเสพติดให้โทษที่มียาเสพติดประเภทที่ ๒ ผสมอยู่ด้วย มีประโยชน์ทางการแพทย์ การนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น หรือเพื่อเสพติด จะมีบทลงโทษกำกับไว้ ยาเสพติดประเภทนี้ ได้แก่
ยาแก้ไอ ที่มีตัวยาโคเคอีน ยาแก้ท้องเสีย ที่มีฝิ่นผสมอยู่ด้วย ยาฉีดระงับปวดต่าง ๆ เช่น มอร์ฟีน เพทิดีน ซึ่งสกัดมาจากฝิ่น
๒.๔ ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๔ คือสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๑ หรือประเภทที่ ๒ ยาเสพติดประเภทนี้ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดโรคแต่อย่างใด และมีบทลงโทษกำกับไว้ด้วย ได้แก่น้ำยาอะเซติคแอนไฮไดรย์ และ อะเซติลคลอไรด์ ซึ่งใช้ในการเปลี่ยนมอร์ฟีนเป็นเฮโรอีน สารคลอซูไดอีเฟครีน สามารถใช้ในการผลิตยาบ้าได้ และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอีก ๑๒ ชนิด ที่สามารถนำมาผลิตยาอีและยาบ้าได้
ผสมผสาน
เห็ดขี้ควาย
๒.๕ ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๕ เป็นยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าข่ายอยู่ในยาเสพติดประเภทที่ ๑ ถึง ๔ ได้แก่ ทุกส่วนของพืชกัญชา ทุกส่วนของพืชกระท่อม เห็ดขี้ควาย เป็นต้น
๓. แบ่งตามการออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ
๓.๑ ยาเสพติดประเภทกดประสาท ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน สารระเหย และยากล่อมประสาท
๓.๒ ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท ได้แก่ แอมเฟตามีน กระท่อม และ โคคาอีน
๓.๓ ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี ดีเอ็มพี และ เห็ดขี้ควาย
๓.๔ ยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน กล่าวคือ อาจกดกระตุ้น หรือ หลอนประสาทได้พร้อม ๆ กัน ตัวอย่างเช่น กัญชา
๔. แบ่งตามองค์การอนามัยโลก ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๙ ประเภท คือ
๔.๑ ประเภทฝิ่น หรือ มอร์ฟีน รวมทั้งยาที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน เพทิดีน
๔.๒ ประเภทยาปิทูเรท รวมทั้งยาที่มีฤทธิ์ทำนองเดียวกัน ได้แก่ เซโคบาร์ปิตาล อะโมบาร์ปิตาล พาราลดีไฮด์ เมโปรบาเมท ไดอาซีแพม เป็นต้น
๔.๓ ประเภทแอลกอฮอล ได้แก่ เหล้า เบียร์ วิสกี้
๔.๔ ประเภทแอมเฟตามีน ได้แก่ แอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีน
๔.๕ ประเภทโคเคน ได้แก่ โคเคน ใบโคคา
๔.๖ ประเภทกัญชา ได้แก่ ใบกัญชา ยางกัญชา
๔.๗ ประเภทใบกระท่อม
๔.๘ ประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี ดีเอ็นที เมสตาลีน เมลัดมอนิ่งกลอรี่ ต้นลำโพง เห็ดเมาบางชนิด
๔.๙ ประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจาก ๘ ประเภทข้างต้น ได้แก่ สารระเหยต่าง ๆ เช่น ทินเนอร์ เบนซิน น้ำยาล้างเล็บ ยาแก้ปวด และบุหรี่
๓. วิธีการเสพยาเสพติด
กระทำได้หลายวิธี ดังนี้คือ
๓.๑ สอดใต้หนังตา
๓.๒ สูบ
๓.๓ ดม
๓.๔ รับประทานเข้าไป
๓.๕ อมไว้ใต้ลิ้น
๓.๖ ฉีดเข้าเหงือก
๓.๗ ฉีดเข้าเส้นเลือด
๓.๘ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
๓.๙ เหน็บทางทวารหนัก
๔. ยาเสพติดที่แพร่ระบาดในประเทศไทย ได้แก่
๔.๑ ยาบ้า
๔.๒ ยาอี ยาเลิฟ หรือ เอ็กซ์ตาซี
๔.๓ ยาเค
๔.๔ โคเคน
๔.๕ เฮโรอีน
๔.๖ กัญชา
๔.๗ สารระเหย
๔.๘ แอลเอสดี
๔.๙ ฝิ่น
๔.๑๐ มอร์ฟีน
๔.๑๑ กระท่อม
๔.๑๒ เห็ดขี้ควาย
๕. สาเหตุของการติดยาเสพติด
มีหลายประการ ดังนี้คือ
๕.๑ อยากลอง อยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัส ซึ่งเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ โดยคิดว่า "ไม่ติด" แต่เมื่อลองเสพเข้าไปแล้วมักจะติด
๕.๒ ถูกเพื่อนชักชวน ส่วนใหญ่พบในกลุ่มเยาวชน ทำตามเพื่อน เพราะต้องการ การยอมรับจากเพื่อนฝูง หรือถูกชักจูงว่าใช้แล้วทำให้สมองปลอดโปร่ง หรือใช้แล้วทำให้ขยันจึงเหมาะแก่การเรียน และการทำงาน
๕.๓ ถูกหลอกลวง โดยอาศัยรูปแบบสีสันสวยงาม ทำให้ผู้รับไม่อาจทราบได้ว่า สิ่งที่ตนได้รับเป็นยาเสพติด
๕.๔ ใช้เพื่อลดความเจ็บปวดทางกาย อันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บ จนเกิดการติดยา เพราะใช้เป็นประจำ
๕.๕ เกิดจากความคนอง และขาดสติยั้งคิด ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นยาเสพติด แต่อยากแสดง ความเก่งกล้า อวดเพื่อน จึงชวนกันเสพจนติด
๕.๖ ภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัว เอื้ออำนวยที่จะส่งเสริม และผลักดันให้หันเข้าหายาเสพติด เช่น ครอบครัวแตกแยก สมาชิกในครอบครัวขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ภาวะเศรษฐกิจบีบบังคับให้ทำเพื่อความอยู่รอด อยากรวยเร็ว หรือพักอาศัยอยู่ ในแหล่งที่มีการเสพและค้ายาเสพติด
๖. โทษ/พิษภัย ของยาเสพติด
การใช้ยาเสพติด มีโทษและพิษภัยรอบตัว นอกจากจะส่งผลกระทบในทางไม่ดีโดยตรงต่อตัวผู้เสพแล้ว ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ยังส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังครอบครัวผู้เสพ ตลอดจนเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติอีกด้วย
๗. วิธีสังเกตุอาการผู้ติดยาเสพติด
จะสังเกตว่าผู้ใดใช้หรือเสพยาเสพติด ให้สังเกตจากอาการและการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย และจิตใจดังต่อไปนี้
๗.๑ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จะสังเกตได้จาก
๗.๑.๑ สุขภาพร่างกายทรุดโทรม ซูบผอม ไม่มีแรง อ่อนเพลีย
๗.๑.๒ ริมฝีปากเขียวคล้ำ แห้ง และแตก
๗.๑.๓ ร่างกายสกปรก เหงื่อออกมาก กลิ่นตัวแรงเพราะไม่ชอบอาบน้ำ
๗.๑.๔ ผิวหนังหยาบกร้าน เป็นแผลพุพอง อาจมีหนองหรือน้ำเหลือง คล้ายโรคผิวหนัง
๗.๑.๕ มีรอยกรีดด้วยของมีคม เป็นรอยแผลเป็นปรากฏที่บริเวณแขน และ/หรือ ท้องแขน
๗.๑.๖ ชอบใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และสวมแว่นตาดำเพื่อปิดบังม่านตาที่ ขยาย
๗.๒ การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ความประพฤติและบุคลิกภาพ สังเกตุได้จาก
๗.๒.๑ เป็นคนเจ้าอารมย์ หงุดหงิดง่าย เอาแต่ใจตนเอง ขาดเหตุผล
๗.๒.๒ ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่
๗.๒.๓ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
๗.๒.๔ พูดจากร้าวร้าว แม้แต่บิดามารดา ครู อาจารย์ ของตนเอง
๗.๒.๕ ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว ไม่เข้าหน้าผู้อื่น ทำตัวลึกลับ
๗.๒.๖ ชอบเข้าห้องน้ำนาน ๆ
๗.๒.๔ ใช้เงินเปลืองผิดปกติ ทรัพย์สินในบ้านสูญหายบ่อย
๗.๒.๕ พบอุปกรณ์เกี่ยวกับยาเสพติด เช่น หลอดฉีดยา เข็มฉีดยา กระดาษตะกั่ว
๗.๒.๖ มั่วสุมกับคนที่มีพฤติกรรมเกี่ยวกับยาเสพติด
๗.๒.๗ ไม่สนใจความเป็นอยู่ของตนเอง แต่งกายสกปรก ไม่เรียบร้อย ไม่ค่อยอาบน้ำ
๗.๒.๘ ชอบออกนอกบ้านเสมอ ๆ และกลับบ้านผิดเวลา
๗.๒.๙ ไม่ชอบทำงาน เกียจคร้าน ชอบนอนตื่นสาย
๗.๒.๑๐ มีอาการวิตกกังวล เศร้าซึม สีหน้าหมองคล้ำ
๗.๓ การสังเกตุอาการขาดยา ดังต่อไปนี้
๗.๓.๑ น้ำมูก น้ำตาไหล หาวบ่อย
๗.๓.๒ กระสับกระส่าย กระวนกระวาย หายใจถี่ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาจมีอุจาระเป็นเลือด
๗.๓.๓ ขนลุก เหงื่อออกมากผิดปกติ
๗.๓.๔ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดเสียวในกระดูก
๗.๓.๕ ม่านตาขยายโตขึ้น ตาพร่าไม่สู้แดด
๗.๓.๖ มีอาการสั่น ชัก เกร็ง ไข้ขึ้นสูง ความดันโลหิตสูง
๗.๓.๗ เป็นตะคริว
๗.๓.๘ นอนไม่หลับ
๗.๓.๙ เพ้อ คลุ้มคลั่ง อาละวาด ควบคุมตนเองไม่ได้
๘. การตรวจพิสูจน์หาสารเสพติดในร่างกาย
การตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย แบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอน
๘.๑ การตรวจขั้นต้น : ราคาถูก ได้ผลเร็ว มีชุดตรวจสำเร็จรูป ความแม่นยำในการตรวจปานกลาง สดวกในการนำไปตรวจนอกสถานที่
๘.๒ การตรวจขั้นยืนยัน : เป็นการตรวจที่ให้ผลแม่นยำ แต่ใช้เวลาตรวจนาน ค่าใช้จ่ายสูง
๙. การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด
การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด หมายถึง การดำเนินงานเพื่อแก้ไขสภาพร่างกาย และจิตใจของผู้ติดยาเสพติดให้เลิกจากการเสพ และสามารถกลับไปดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด แบ่งออกเป็น ๓ ระบบคือ
๙.๑ ระบบสมัครใจ หมายถึง ผู้ติดยาเสพติดสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน
๙.๒ ระบบต้องโทษ หมายถึง ผู้ติดยาเสพติดที่กระทำความผิดและถูกคุมขัง จะได้รับการบำบัดรักษา ในสถานพยาบาลที่กำหนดได้ตามกฎหมาย เช่น ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรมหรือสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง กระทรวงยุติธรรม
๙.๓ ระบบบังคับบำบัด หมายถึง ผู้ที่ทางราชการตรวจพบว่ามีสารเสพติดในร่างกาย จะต้องถูกบังคับบำบัดตาม พ.ร.บ. ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔ ในสถานพยาบาลที่จัดขึ้นตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว เป็นระยะเวลา ๖ เดือน และขยายได้จนถึงไม่เกิน ๓ ปี ระบบนี้ยังไม่เปิดใช้ในขณะนี้ การบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มี ๔ ขั้นตอน คือ
๙.๑ ขั้นเตรียมการก่อนบำบัดรักษา (Pre - admission) เพื่อศึกษาประวัติภูมิหลังของผู้ติดยาเสพติดทั้งจากผู้ขอรับการรักษา และครอบครัว
๙.๒ ขั้นถอนพิษยา (Detoxification) เป็นการบำบัดรักษาอาการทางกายที่เกิดจากการใช้ยาเสพติด โดยผู้ขอรับการรักษา สามารถเลือกใช้บริการแบบผู้ป่วยนอก หรือผู้ป่วยใน ก็ได้ตามสดวก
๙.๓ ขั้นการฟื้นฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation) เป็นการบำบัดรักษาเพื่อปรับเปลี่ยน ลักษณะนิสัย บุคลิกภาพ พฤติกรรม
ที่มา www.thaigov.com
วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552
แม่วัยใสกับปัญหาที่แก้ไม่ตก
สาววัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนถึงวัยอันควร ดูเหมือนจะเป็นวิกฤติ ของวัยโจ๋ไปแล้ว ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักกี่ปี ปัญหานี้สำหรับวัยรุ่นก็ยังคงฮอตฮิตติดต่อกันอย่างเหนียวแน่น และดูท่าจะเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ได้ยากขึ้นทุกขณะ
เรื่องเศร้าของผู้หญิงที่ท้องเมื่อไม่พร้อม เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ถูกฝ่ายชายบังคับข่มขืนใจ จนมารู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ต้องทนกดดันทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ จนต้องหาทางออกโดยการทำแท้งบ้างก็มี สำหรับรายที่เก็บลูกน้อยเอาไว้ ปัญหาสำหรับเธอเหล่านี้ก็ไม่ได้ยุติเพียงแค่หลังคลอดเท่านั้น หากแต่ยังรอการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่อยู่อีกมากมาย ลูกที่เกิดมาจะเลี้ยงเองไหวหรือไม่ จะยกให้สถานสงเคราะห์เพื่อหาพ่อแม่อุปถัมภ์ดีหรือไม่ และจะวางแผนกับอนาคตต่อไปของตัวเองอย่างไรดี
ซึ่งปัญหานี้ คงจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้อย่างแน่นอน
เรื่องจริงที่เจอ
น้ำตาล อายุ 16 ปี ตั้งครรภ์และมีน้องแล้ววัยเพียง 3 เดือนเท่านั้น เธอเล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า เธออยู่กับพ่อและแม่ใหม่ พ่อของเธอสนิทกับผู้ชายคนหนึ่งอายุ 20 ปีซึ่งจะคอยแวะเวียนมาพูดคุย กินเหล้ากับพ่อของเธอเป็นประจำ จนวันหนึ่งที่พ่อเธอไม่อยู่บ้าน ชายคนดังกล่าวก็เข้ามาในห้องและข่มขืนเธอในที่สุด
“น้ำตาลทำงานอยู่ร้านอาหาร พ่อไม่ค่อยดูแลใส่ใจเราเท่าไหร่ ผู้ชายคนนี้เขามาเหมือนจีบเรา แต่น้ำตาลไม่สนใจ ออกจะไม่ชอบหน้าเขาด้วยซ้ำเพราะเขาเป็นคนขี้เมา เขาเข้าออกบ้านเราเป็นประจำเพราะสนิทกับพ่อ จนคืนหนึ่งพ่อไม่อยู่บ้าน ตอนตีสี่ผู้ชายคนนี้เขาเมาเหล้าแล้วมาบ้านเรา (บ้านพนักงานสามารถเปิดหากันได้ง่ายๆ) พอเขาเห็นว่าพ่อไม่อยู่ เขาก็เข้ามาข่มขืนฉัน”
จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอตั้งท้องทันที แต่ด้วยวัยเด็กที่ยังไม่มั่นใจและมีความรู้เรื่องเพศศึกษาเท่าไหร่ จึงคิดว่า ตนเองอาจไม่ท้อง อาจเพราะประจำเดือนมาช้าไปเอง จน 6 เดือนของการตั้งครรภ์เธอจึงรู้ว่าใช่แน่นอน
“ตอนนั้นหนูเรียนอยู่ชั้น ม.2 ก็ต้องออกจากโรงเรียน เพราะเราท้อง อายเพื่อน แล้วจำต้องเตรียมตัวคลอดน้องออกมา พอคลอดออกมาได้ พ่อก็ไม่ให้หนูเอาเด็กไว้ บอกว่าให้ยกลูกให้คนอื่นเสีย แล้วจะส่งหนูไปเรียนต่อเมืองนอก”
ส่วนทางด้านชายหนุ่มที่สร้างตราบาปให้กับน้ำตาล ตอนนี้เขาได้รับผลกรรมจำคุกแล้วในคดีนี้
ความเสียใจของพ่อแม่
แนน อายุ 15 ปี หลังจากคิดว่าตัวเองท้องกับแฟนจึงได้ลองซื้อแผ่นตรวจครรภ์มาตรวจ ปรากฏว่าเธอท้อง ทำให้ทั้งเธอและแฟนสับสนมาก เธอไม่กล้าบอกพ่อแม่ แต่ก็ไม่สามารถปกปิดได้ เพราะท้องที่เริ่มโตขึ้นเริ่มแสดงให้เห็นชัดขึ้นทุกวัน
“เมื่อแม่ทราบว่าแนนท้อง ท่านตกใจมากและร้องไห้ฟูมฟาย แนนเข้าใจดีว่าเราทำให้ท่านผิดหวังแค่ไหน แนนรู้ว่าท้องตอนสามเดือนแล้ว ไม่คิดทำแท้ง จนพอเราคลอดน้องออกมา รู้สึกดีใจมาก ลูกเหมือนเป็นของขวัญที่มีค่ามาก แนนโชคดีที่พ่อของเด็กยอมรับในสิ่งที่ทำ แต่สำหรับอนาคตของเราสองคน ก็อาจจะต้องเลี้ยงลูกสักพักก่อน แล้วค่อยเรียนต่อกันใหม่”
วไลพร วรสุข ผู้อำนวยการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี บอกถึงทางเลือกของทางออกของปัญหานี้ว่า
“พ่อแม่ส่วนใหญ่ที่ลูกตั้งครรภ์เมื่ออายุยังน้อย บางคนก็อาจจะมองว่า หลานน่ารัก ก็จะเลี้ยงไว้ นั่นเป็นโชคดีของเด็กคนนั้น แต่บางคนไม่มีทางเลือก พ่อแม่อยากให้ลูกเรียนหนังสือต่อไป เพื่อจะได้มีอนาคต จะให้ยกเด็กที่คลอดออกมาให้เรา เราก็จะเป็นฝ่ายรับเลี้ยงเด็กต่อไป แล้วจะเชื่อมต่อมูลนิธิต่างๆ ในการส่งเด็ก”
วิกฤติที่น่าตกใจ
สถานการณ์วัยโจ๋ตั้งครรภ์ ยังคงเป็นปัญหารุนแรงของสังคม ข้อมูลจากโครงการ ‘Child Watch’ ในปี 2548 มีวัยรุ่นตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจเป็นปรากฏการณ์ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 62,000 คน เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี 2,600 คน บวกลบคูณหารแล้วเด็กอายุต่ำกว่า 14 ตั้งท้องถึงวันละ 7-8 คน ในหน้าหนังสือพิมพ์ มีเด็กถูกทิ้ง 700-800 คน โดยไม่รวมเด็กที่ถูกทิ้งแบบไร้ชีพที่ถูกหมกอยู่ในกองขยะ
ส่วนข้อมูลจากบ้านพักฉุกเฉิน เมื่อปี 2548 ผู้หญิงและเด็กท้องเมื่อไม่พร้อม มารับบริการความช่วยเหลือ รวม 149 ราย โดยมีผู้หญิงและเด็กที่อายุ 13-18 ปี จำนวน 30 ราย รวมอยู่ด้วย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากสามี แฟน คู่รัก และเพื่อน ไม่รับผิดชอบ เป็นจำนวนมากที่สุด รองลงไป ได้แก่ ท้องโดยคนใกล้ชิด คนแปลกหน้า เพื่อนข่มขืน ส่วนปี 2547 อายุต่ำกว่า 18 ปี มีจำนวน 23 คน คิดเป็นประมาณร้อยละ 14 อายุต่ำสุดคือ 12 ปี ส่วนระดับการศึกษานั้น มีตั้งแต่ไม่ได้รับการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี
วิกฤติที่น่าตกใจ
สถานการณ์วัยโจ๋ตั้งครรภ์ ยังคงเป็นปัญหารุนแรงของสังคม ข้อมูลจากโครงการ ‘Child Watch’ ในปี 2548 มีวัยรุ่นตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจเป็นปรากฏการณ์ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 62,000 คน เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี 2,600 คน บวกลบคูณหารแล้วเด็กอายุต่ำกว่า 14 ตั้งท้องถึงวันละ 7-8 คน ในหน้าหนังสือพิมพ์ มีเด็กถูกทิ้ง 700-800 คน โดยไม่รวมเด็กที่ถูกทิ้งแบบไร้ชีพที่ถูกหมกอยู่ในกองขยะ
ส่วนข้อมูลจากบ้านพักฉุกเฉิน เมื่อปี 2548 ผู้หญิงและเด็กท้องเมื่อไม่พร้อม มารับบริการความช่วยเหลือ รวม 149 ราย โดยมีผู้หญิงและเด็กที่อายุ 13-18 ปี จำนวน 30 ราย รวมอยู่ด้วย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากสามี แฟน คู่รัก และเพื่อน ไม่รับผิดชอบ เป็นจำนวนมากที่สุด รองลงไป ได้แก่ ท้องโดยคนใกล้ชิด คนแปลกหน้า เพื่อนข่มขืน ส่วนปี 2547 อายุต่ำกว่า 18 ปี มีจำนวน 23 คน คิดเป็นประมาณร้อยละ 14 อายุต่ำสุดคือ 12 ปี ส่วนระดับการศึกษานั้น มีตั้งแต่ไม่ได้รับการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี
วไลพร วรสุข ผอ.ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ บ้านพักฉุกเฉิน กล่าวถึงสถานการณ์วัยรุ่นตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมว่า จำนวนเด็กตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมยังคงมีมากขึ้น ถึงจะมีที่บ้านพักฉุกเฉินหรือที่อื่นๆ ที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านนี้แล้วก็ตาม แต่ขณะเดียวกันสถานการณ์ ของข่าวเด็กทารกถูกวางทิ้งไว้ก็ยังคงมีให้เห็นตลอด
“เด็กวัยรุ่นบางคนยังหาทางออกไม่ได้ และคิดว่าการมาพักที่บ้านพักฉุกเฉินมันอาจจะช้าเกินไปสำหรับเขา มันแก้ไม่ได้ เขาเลยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง นำลูกไปทิ้งตามกองขยะบ้าง ฆ่าทำร้ายเด็กบ้าง ถ้าเกิดเรื่องวัยรุ่นท้องขึ้นมา เราอยากให้เขามาคุยกันที่บ้านพักฉุกเฉินหรือมูลนิธิที่เป็นองค์กรผู้หญิง ซึ่งอาจจะมีทางเลือกที่ดีกว่าสามารถช่วยคุณได้ การที่คุณเอาเด็กไปวางทิ้งไว้ กฎหมายก็บอกว่า ผู้หญิงเป็นคนผิด และไม่สามารถหาตัวผู้ชายมารับผิดชอบได้”
ความรับผิดชอบที่หายไป
ผอ.ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ บ้านพักฉุกเฉิน ยังกล่าวอีกว่า สิ่งหนึ่งที่ควรจะแก้ไขมากขึ้นสำหรับปัญหาเรื่องนี้ คือ ระบบความคิดของผู้ชาย ซึ่งควรจะต้องส่งเสริมให้วัยรุ่นชายตระหนักในเรื่องของการรับผิดชอบให้มากขึ้น เมื่อไปทำใครท้องต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ทิ้งให้ผู้หญิงเป็น
คนรับกรรมแต่ฝ่ายเดียว รวมทั้งควรปลูกฝังระบบการศึกษาเลี้ยงดู สอนเด็กผู้ชายตั้งแต่ยังเป็นเด็กในเรื่องของความรับผิดชอบต่อเนื้อตัวร่างกาย และทุกๆ อย่าง เพื่อจะได้ช่วยทำให้ปัญหานี้ลดน้อยลงได้
“ผู้ชายจะต้องรู้จักคิดให้เป็นเหมือนกัน ปัญหานี้มันไม่ใช่เป็นของผู้หญิงโดดๆ มันเป็นความรับผิดชอบของทั้งหญิงและชายสองฝ่าย เรายอมรับว่า เรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมชาติ วัยรุ่นเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง แต่ขณะเดียวกัน ต้องบอกเขาว่า ควรมีเซ็กซ์เมื่อพร้อม แล้วจะเซฟเซ็กซ์อย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ติดโรค ไม่ตั้งท้อง เด็กหลายคนยังขาดองค์ความรู้ตรงนี้อยู่มาก
เด็กบางคนไม่รู้ว่าการมีเซ็กซ์ครั้งเดียวจะทำให้ท้องได้ และเมื่อผู้ชายบอกว่า ผมหลั่งภายนอกแล้ว หรือคุณก็นับหน้าเจ็ดหลังเจ็ดแล้วนี่ นี่คือผู้ชายจะล่อลวงให้ผู้หญิงตายใจ เพื่อจะได้มีอะไรด้วย ไม่ว่าจะหลั่งนอก หรือนับหน้าเจ็ดหลังเจ็ด ท้องทั้งนั้น จะไม่ท้องก็ต่อเมื่อผู้ชายใส่ถุงยาง แต่ถุงยางก็ต้องดูว่ามีคุณภาพด้วยไหม ชั้นเชิงของชายมีหลายขั้นนัก เด็กผู้หญิงมักจะคิดว่า ผู้ชายรักจริงเมื่อเขาอยากมีเซ็กซ์กับเรา แต่จริงๆ ผู้ชายไม่ได้รักจริง แค่รักหลอกๆ อยากมีอะไรกับเราแค่นั้นเอง ต้องรู้เท่าทันเขา อย่ายอม ให้บอกเขาว่า ถ้าคุณรักฉันจริงต้องรอได้”
ปัญหานี้ดูเหมือนจะไม่มีวันจบลงได้ ตราบใดที่ต่างฝ่ายต่างขาดความรับผิดชอบและขาดความรู้ด้านเพศศึกษา ผู้ใหญ่จึงควรปลูกฝังอบรมเรื่องนี้ตั้งแต่เด็กให้แก่เขา และที่สำคัญ เมื่อทั้งชายและหญิงอยู่ในวัยที่สามารถมีเซ็กซ์ได้เมื่อไหร่ ก็ต้องสอนให้เขาพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาด้วยเช่นกัน
ที่มา pooyingnaka
เรื่องเศร้าของผู้หญิงที่ท้องเมื่อไม่พร้อม เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ถูกฝ่ายชายบังคับข่มขืนใจ จนมารู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ต้องทนกดดันทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ จนต้องหาทางออกโดยการทำแท้งบ้างก็มี สำหรับรายที่เก็บลูกน้อยเอาไว้ ปัญหาสำหรับเธอเหล่านี้ก็ไม่ได้ยุติเพียงแค่หลังคลอดเท่านั้น หากแต่ยังรอการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่อยู่อีกมากมาย ลูกที่เกิดมาจะเลี้ยงเองไหวหรือไม่ จะยกให้สถานสงเคราะห์เพื่อหาพ่อแม่อุปถัมภ์ดีหรือไม่ และจะวางแผนกับอนาคตต่อไปของตัวเองอย่างไรดี
ซึ่งปัญหานี้ คงจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้อย่างแน่นอน
เรื่องจริงที่เจอ
น้ำตาล อายุ 16 ปี ตั้งครรภ์และมีน้องแล้ววัยเพียง 3 เดือนเท่านั้น เธอเล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า เธออยู่กับพ่อและแม่ใหม่ พ่อของเธอสนิทกับผู้ชายคนหนึ่งอายุ 20 ปีซึ่งจะคอยแวะเวียนมาพูดคุย กินเหล้ากับพ่อของเธอเป็นประจำ จนวันหนึ่งที่พ่อเธอไม่อยู่บ้าน ชายคนดังกล่าวก็เข้ามาในห้องและข่มขืนเธอในที่สุด
“น้ำตาลทำงานอยู่ร้านอาหาร พ่อไม่ค่อยดูแลใส่ใจเราเท่าไหร่ ผู้ชายคนนี้เขามาเหมือนจีบเรา แต่น้ำตาลไม่สนใจ ออกจะไม่ชอบหน้าเขาด้วยซ้ำเพราะเขาเป็นคนขี้เมา เขาเข้าออกบ้านเราเป็นประจำเพราะสนิทกับพ่อ จนคืนหนึ่งพ่อไม่อยู่บ้าน ตอนตีสี่ผู้ชายคนนี้เขาเมาเหล้าแล้วมาบ้านเรา (บ้านพนักงานสามารถเปิดหากันได้ง่ายๆ) พอเขาเห็นว่าพ่อไม่อยู่ เขาก็เข้ามาข่มขืนฉัน”
จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอตั้งท้องทันที แต่ด้วยวัยเด็กที่ยังไม่มั่นใจและมีความรู้เรื่องเพศศึกษาเท่าไหร่ จึงคิดว่า ตนเองอาจไม่ท้อง อาจเพราะประจำเดือนมาช้าไปเอง จน 6 เดือนของการตั้งครรภ์เธอจึงรู้ว่าใช่แน่นอน
“ตอนนั้นหนูเรียนอยู่ชั้น ม.2 ก็ต้องออกจากโรงเรียน เพราะเราท้อง อายเพื่อน แล้วจำต้องเตรียมตัวคลอดน้องออกมา พอคลอดออกมาได้ พ่อก็ไม่ให้หนูเอาเด็กไว้ บอกว่าให้ยกลูกให้คนอื่นเสีย แล้วจะส่งหนูไปเรียนต่อเมืองนอก”
ส่วนทางด้านชายหนุ่มที่สร้างตราบาปให้กับน้ำตาล ตอนนี้เขาได้รับผลกรรมจำคุกแล้วในคดีนี้
ความเสียใจของพ่อแม่
แนน อายุ 15 ปี หลังจากคิดว่าตัวเองท้องกับแฟนจึงได้ลองซื้อแผ่นตรวจครรภ์มาตรวจ ปรากฏว่าเธอท้อง ทำให้ทั้งเธอและแฟนสับสนมาก เธอไม่กล้าบอกพ่อแม่ แต่ก็ไม่สามารถปกปิดได้ เพราะท้องที่เริ่มโตขึ้นเริ่มแสดงให้เห็นชัดขึ้นทุกวัน
“เมื่อแม่ทราบว่าแนนท้อง ท่านตกใจมากและร้องไห้ฟูมฟาย แนนเข้าใจดีว่าเราทำให้ท่านผิดหวังแค่ไหน แนนรู้ว่าท้องตอนสามเดือนแล้ว ไม่คิดทำแท้ง จนพอเราคลอดน้องออกมา รู้สึกดีใจมาก ลูกเหมือนเป็นของขวัญที่มีค่ามาก แนนโชคดีที่พ่อของเด็กยอมรับในสิ่งที่ทำ แต่สำหรับอนาคตของเราสองคน ก็อาจจะต้องเลี้ยงลูกสักพักก่อน แล้วค่อยเรียนต่อกันใหม่”
วไลพร วรสุข ผู้อำนวยการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี บอกถึงทางเลือกของทางออกของปัญหานี้ว่า
“พ่อแม่ส่วนใหญ่ที่ลูกตั้งครรภ์เมื่ออายุยังน้อย บางคนก็อาจจะมองว่า หลานน่ารัก ก็จะเลี้ยงไว้ นั่นเป็นโชคดีของเด็กคนนั้น แต่บางคนไม่มีทางเลือก พ่อแม่อยากให้ลูกเรียนหนังสือต่อไป เพื่อจะได้มีอนาคต จะให้ยกเด็กที่คลอดออกมาให้เรา เราก็จะเป็นฝ่ายรับเลี้ยงเด็กต่อไป แล้วจะเชื่อมต่อมูลนิธิต่างๆ ในการส่งเด็ก”
วิกฤติที่น่าตกใจ
สถานการณ์วัยโจ๋ตั้งครรภ์ ยังคงเป็นปัญหารุนแรงของสังคม ข้อมูลจากโครงการ ‘Child Watch’ ในปี 2548 มีวัยรุ่นตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจเป็นปรากฏการณ์ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 62,000 คน เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี 2,600 คน บวกลบคูณหารแล้วเด็กอายุต่ำกว่า 14 ตั้งท้องถึงวันละ 7-8 คน ในหน้าหนังสือพิมพ์ มีเด็กถูกทิ้ง 700-800 คน โดยไม่รวมเด็กที่ถูกทิ้งแบบไร้ชีพที่ถูกหมกอยู่ในกองขยะ
ส่วนข้อมูลจากบ้านพักฉุกเฉิน เมื่อปี 2548 ผู้หญิงและเด็กท้องเมื่อไม่พร้อม มารับบริการความช่วยเหลือ รวม 149 ราย โดยมีผู้หญิงและเด็กที่อายุ 13-18 ปี จำนวน 30 ราย รวมอยู่ด้วย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากสามี แฟน คู่รัก และเพื่อน ไม่รับผิดชอบ เป็นจำนวนมากที่สุด รองลงไป ได้แก่ ท้องโดยคนใกล้ชิด คนแปลกหน้า เพื่อนข่มขืน ส่วนปี 2547 อายุต่ำกว่า 18 ปี มีจำนวน 23 คน คิดเป็นประมาณร้อยละ 14 อายุต่ำสุดคือ 12 ปี ส่วนระดับการศึกษานั้น มีตั้งแต่ไม่ได้รับการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี
วิกฤติที่น่าตกใจ
สถานการณ์วัยโจ๋ตั้งครรภ์ ยังคงเป็นปัญหารุนแรงของสังคม ข้อมูลจากโครงการ ‘Child Watch’ ในปี 2548 มีวัยรุ่นตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจเป็นปรากฏการณ์ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 62,000 คน เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี 2,600 คน บวกลบคูณหารแล้วเด็กอายุต่ำกว่า 14 ตั้งท้องถึงวันละ 7-8 คน ในหน้าหนังสือพิมพ์ มีเด็กถูกทิ้ง 700-800 คน โดยไม่รวมเด็กที่ถูกทิ้งแบบไร้ชีพที่ถูกหมกอยู่ในกองขยะ
ส่วนข้อมูลจากบ้านพักฉุกเฉิน เมื่อปี 2548 ผู้หญิงและเด็กท้องเมื่อไม่พร้อม มารับบริการความช่วยเหลือ รวม 149 ราย โดยมีผู้หญิงและเด็กที่อายุ 13-18 ปี จำนวน 30 ราย รวมอยู่ด้วย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากสามี แฟน คู่รัก และเพื่อน ไม่รับผิดชอบ เป็นจำนวนมากที่สุด รองลงไป ได้แก่ ท้องโดยคนใกล้ชิด คนแปลกหน้า เพื่อนข่มขืน ส่วนปี 2547 อายุต่ำกว่า 18 ปี มีจำนวน 23 คน คิดเป็นประมาณร้อยละ 14 อายุต่ำสุดคือ 12 ปี ส่วนระดับการศึกษานั้น มีตั้งแต่ไม่ได้รับการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี
วไลพร วรสุข ผอ.ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ บ้านพักฉุกเฉิน กล่าวถึงสถานการณ์วัยรุ่นตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมว่า จำนวนเด็กตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมยังคงมีมากขึ้น ถึงจะมีที่บ้านพักฉุกเฉินหรือที่อื่นๆ ที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านนี้แล้วก็ตาม แต่ขณะเดียวกันสถานการณ์ ของข่าวเด็กทารกถูกวางทิ้งไว้ก็ยังคงมีให้เห็นตลอด
“เด็กวัยรุ่นบางคนยังหาทางออกไม่ได้ และคิดว่าการมาพักที่บ้านพักฉุกเฉินมันอาจจะช้าเกินไปสำหรับเขา มันแก้ไม่ได้ เขาเลยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง นำลูกไปทิ้งตามกองขยะบ้าง ฆ่าทำร้ายเด็กบ้าง ถ้าเกิดเรื่องวัยรุ่นท้องขึ้นมา เราอยากให้เขามาคุยกันที่บ้านพักฉุกเฉินหรือมูลนิธิที่เป็นองค์กรผู้หญิง ซึ่งอาจจะมีทางเลือกที่ดีกว่าสามารถช่วยคุณได้ การที่คุณเอาเด็กไปวางทิ้งไว้ กฎหมายก็บอกว่า ผู้หญิงเป็นคนผิด และไม่สามารถหาตัวผู้ชายมารับผิดชอบได้”
ความรับผิดชอบที่หายไป
ผอ.ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ บ้านพักฉุกเฉิน ยังกล่าวอีกว่า สิ่งหนึ่งที่ควรจะแก้ไขมากขึ้นสำหรับปัญหาเรื่องนี้ คือ ระบบความคิดของผู้ชาย ซึ่งควรจะต้องส่งเสริมให้วัยรุ่นชายตระหนักในเรื่องของการรับผิดชอบให้มากขึ้น เมื่อไปทำใครท้องต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ทิ้งให้ผู้หญิงเป็น
คนรับกรรมแต่ฝ่ายเดียว รวมทั้งควรปลูกฝังระบบการศึกษาเลี้ยงดู สอนเด็กผู้ชายตั้งแต่ยังเป็นเด็กในเรื่องของความรับผิดชอบต่อเนื้อตัวร่างกาย และทุกๆ อย่าง เพื่อจะได้ช่วยทำให้ปัญหานี้ลดน้อยลงได้
“ผู้ชายจะต้องรู้จักคิดให้เป็นเหมือนกัน ปัญหานี้มันไม่ใช่เป็นของผู้หญิงโดดๆ มันเป็นความรับผิดชอบของทั้งหญิงและชายสองฝ่าย เรายอมรับว่า เรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมชาติ วัยรุ่นเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง แต่ขณะเดียวกัน ต้องบอกเขาว่า ควรมีเซ็กซ์เมื่อพร้อม แล้วจะเซฟเซ็กซ์อย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ติดโรค ไม่ตั้งท้อง เด็กหลายคนยังขาดองค์ความรู้ตรงนี้อยู่มาก
เด็กบางคนไม่รู้ว่าการมีเซ็กซ์ครั้งเดียวจะทำให้ท้องได้ และเมื่อผู้ชายบอกว่า ผมหลั่งภายนอกแล้ว หรือคุณก็นับหน้าเจ็ดหลังเจ็ดแล้วนี่ นี่คือผู้ชายจะล่อลวงให้ผู้หญิงตายใจ เพื่อจะได้มีอะไรด้วย ไม่ว่าจะหลั่งนอก หรือนับหน้าเจ็ดหลังเจ็ด ท้องทั้งนั้น จะไม่ท้องก็ต่อเมื่อผู้ชายใส่ถุงยาง แต่ถุงยางก็ต้องดูว่ามีคุณภาพด้วยไหม ชั้นเชิงของชายมีหลายขั้นนัก เด็กผู้หญิงมักจะคิดว่า ผู้ชายรักจริงเมื่อเขาอยากมีเซ็กซ์กับเรา แต่จริงๆ ผู้ชายไม่ได้รักจริง แค่รักหลอกๆ อยากมีอะไรกับเราแค่นั้นเอง ต้องรู้เท่าทันเขา อย่ายอม ให้บอกเขาว่า ถ้าคุณรักฉันจริงต้องรอได้”
ปัญหานี้ดูเหมือนจะไม่มีวันจบลงได้ ตราบใดที่ต่างฝ่ายต่างขาดความรับผิดชอบและขาดความรู้ด้านเพศศึกษา ผู้ใหญ่จึงควรปลูกฝังอบรมเรื่องนี้ตั้งแต่เด็กให้แก่เขา และที่สำคัญ เมื่อทั้งชายและหญิงอยู่ในวัยที่สามารถมีเซ็กซ์ได้เมื่อไหร่ ก็ต้องสอนให้เขาพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาด้วยเช่นกัน
ที่มา pooyingnaka
เทคนิคในการหาคู่แท้
เทคนิคในการหา “คู่แท้”
เคยมั้ยไม่ว่าจะจริงจังกับรักครั้งนี้แค่ไหน แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาก้จบลงด้วยคำว่า “เลิกรา” จนบางครั้งคุณก็รู้สึกท้อแท้ และสิ้นหวังในความรัก ขณะที่อีกใจคุณก็เชื่อว่าคู่แท้ของคุณต้องอยู่ที่ไหนซักแห่ง แต่ปัญหาคือ เมื่อไหร่คุณจะเจอ “คู่แท้” ซะที
วันนี้ ขอเอาใจคนที่หัวใจมีรัก ด้วยเทคนิคการหา “คู่แท้” ฉบับย่อมาฝาก
1.หยุดที่จะมองหา
เคยมั้ยที่คุณต้องเสียเวลามหาศาลไปกับการมองหาบางสิ่งบางอย่างที่สูญหายไป แต่ไม่ว่าหายังไงก็หาไม่เจอซะที เราขอแนะนำให้คุณหยุดมองหา เพราะบางครั้งยิ่งมองหาคุณกลับยิ่งหามันไม่เจอ ทฤษฎีนี้ก็เช่นเดียวกันกับการมองหาคู่แท้ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพยายามที่จะมองหาใครบางคน ดูเหมือนเขาจะยิ่งไกลออกไป ดังนั้นคุณควรหยุดที่จะพยายามมองหา และปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
2.อย่าพยายามที่จะทำตัวให้เป็นที่โปรดปรานของคนอื่น
นี่เป็นข้อเท็จจริงสำหรับผู้หญิงทุกคน ที่พยายามจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้คนอื่นมีความสุข จนบางครั้งต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป ดังนั้นคุณต้องหันมาถามตัวเองก่อนว่าคุณต้องการคนที่เขารักคุณที่อะไร ในสิ่งที่คุณเป็น หรือสิ่งที่เขาอยากให้คุณเป็น
3.อย่าทำลายหรือลดศักดิ์ศรีของตัวคุณเอง
หลายครั้งที่ผู้หญิงหลายคนพยายามถือคติสั้นหรือ เอวต่ำเข้าว่า ด้วยการใส่บราเสริมหน้าอก และสวมกระโปรงสั้นๆ เพียงเพราะพวกเธอหวังว่าสิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้เธอกลายเป็นที่ดึงดูดใจของหนุ่มๆ ซึ่งแม้ว่าจะปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกสามารถทำให้หนุ่มๆหันมามองหรือสนใจคุณได้ แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่า หนุ่มๆเหล่านั้นเป็นคนที่ใช้ และเหมาะสมกับคุณ
4.หมั่นพัฒนาหรือปรับปรุงตัวเอง
เพื่อให้ตัวเองดูดีที่สุดเสมอ เพราะคุณไม่จำเป็นที่จะต้องดูดีเพื่อใคร หรือในสายตาใคร และคุณจะพบว่าแค่คุณหมั่นดูแลตัวเองอยู่เสมอ ก็จะมีหนุ่มๆเข้ามาหาคุณเอง
5.หยุดที่จะตั้งกรอบหรือสร้างกฎเกณฑ์ของคนที่จะมาเป็นคู่แท้ของคุณ
การจดบันทึกสิ่งที่ต้องการล่วงหน้าไว้ อาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการไปจ่ายตลาด แต่ชีวิตคู่ของคุณมีสิ่งที่เหนือขอบเขตของลักษณะบุคลิกเฉพาะตัวเท่านั้น เพราะบางคนอาจวาดฝันว่าคู่แท้ของคุณต้องมีฐานะรำ่รวย สูงและหนักตามที่คุณจินตนาการไว้ แต่ในความเป็นจริง คุณต้องถามตัวเองว่าจะยอมเสียชีิวตคู่ไปเพียงเพราะคู่แท้ของคุณมีความสูงน้อยกว่าที่คุณขาดไว้เพียงไม่กี่นิ้ว
ที่มา ไทยรัฐ
เคยมั้ยไม่ว่าจะจริงจังกับรักครั้งนี้แค่ไหน แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาก้จบลงด้วยคำว่า “เลิกรา” จนบางครั้งคุณก็รู้สึกท้อแท้ และสิ้นหวังในความรัก ขณะที่อีกใจคุณก็เชื่อว่าคู่แท้ของคุณต้องอยู่ที่ไหนซักแห่ง แต่ปัญหาคือ เมื่อไหร่คุณจะเจอ “คู่แท้” ซะที
วันนี้ ขอเอาใจคนที่หัวใจมีรัก ด้วยเทคนิคการหา “คู่แท้” ฉบับย่อมาฝาก
1.หยุดที่จะมองหา
เคยมั้ยที่คุณต้องเสียเวลามหาศาลไปกับการมองหาบางสิ่งบางอย่างที่สูญหายไป แต่ไม่ว่าหายังไงก็หาไม่เจอซะที เราขอแนะนำให้คุณหยุดมองหา เพราะบางครั้งยิ่งมองหาคุณกลับยิ่งหามันไม่เจอ ทฤษฎีนี้ก็เช่นเดียวกันกับการมองหาคู่แท้ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพยายามที่จะมองหาใครบางคน ดูเหมือนเขาจะยิ่งไกลออกไป ดังนั้นคุณควรหยุดที่จะพยายามมองหา และปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
2.อย่าพยายามที่จะทำตัวให้เป็นที่โปรดปรานของคนอื่น
นี่เป็นข้อเท็จจริงสำหรับผู้หญิงทุกคน ที่พยายามจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้คนอื่นมีความสุข จนบางครั้งต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป ดังนั้นคุณต้องหันมาถามตัวเองก่อนว่าคุณต้องการคนที่เขารักคุณที่อะไร ในสิ่งที่คุณเป็น หรือสิ่งที่เขาอยากให้คุณเป็น
3.อย่าทำลายหรือลดศักดิ์ศรีของตัวคุณเอง
หลายครั้งที่ผู้หญิงหลายคนพยายามถือคติสั้นหรือ เอวต่ำเข้าว่า ด้วยการใส่บราเสริมหน้าอก และสวมกระโปรงสั้นๆ เพียงเพราะพวกเธอหวังว่าสิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้เธอกลายเป็นที่ดึงดูดใจของหนุ่มๆ ซึ่งแม้ว่าจะปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกสามารถทำให้หนุ่มๆหันมามองหรือสนใจคุณได้ แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่า หนุ่มๆเหล่านั้นเป็นคนที่ใช้ และเหมาะสมกับคุณ
4.หมั่นพัฒนาหรือปรับปรุงตัวเอง
เพื่อให้ตัวเองดูดีที่สุดเสมอ เพราะคุณไม่จำเป็นที่จะต้องดูดีเพื่อใคร หรือในสายตาใคร และคุณจะพบว่าแค่คุณหมั่นดูแลตัวเองอยู่เสมอ ก็จะมีหนุ่มๆเข้ามาหาคุณเอง
5.หยุดที่จะตั้งกรอบหรือสร้างกฎเกณฑ์ของคนที่จะมาเป็นคู่แท้ของคุณ
การจดบันทึกสิ่งที่ต้องการล่วงหน้าไว้ อาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการไปจ่ายตลาด แต่ชีวิตคู่ของคุณมีสิ่งที่เหนือขอบเขตของลักษณะบุคลิกเฉพาะตัวเท่านั้น เพราะบางคนอาจวาดฝันว่าคู่แท้ของคุณต้องมีฐานะรำ่รวย สูงและหนักตามที่คุณจินตนาการไว้ แต่ในความเป็นจริง คุณต้องถามตัวเองว่าจะยอมเสียชีิวตคู่ไปเพียงเพราะคู่แท้ของคุณมีความสูงน้อยกว่าที่คุณขาดไว้เพียงไม่กี่นิ้ว
ที่มา ไทยรัฐ
แก้สิวสาวชาวอินเดีย
แก้สิวสาวแบบชาวอินเดีย
สวัสดี...อีนี่นาย...หลังจากได้อ่านหนังสือท่องเที่ยวอินเดียและเนปาล 2 ประเทศในฝันที่อยากจะไปเยือนสักครั้ง เซียนสวยก็ได้อะไรดีๆ มาฝากคุณผู้อ่านเยอะแยะเลยค่ะ โดยเฉพาะวิธีรักษาความงามตามแบบอายุรเวท อย่างเรื่องแรกที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังก็คือเรื่องของการแก้ปัญหาสิวค่ะ
นอกจากไขมัน ชา กาแฟ ของดอง ฯลฯ ที่อายุรเวทแนะนำให้หลีกเลี่ยงแล้ว ยังมีวิธีแก้สิวอีกอย่างคือ การนำแป้งหมี่ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับนมสด 2 ช้อนโต๊ะ แล้วหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นแซนดอลวู้ด สัก 1 หยดลงไป อย่าลืมเติมมะนาว 1/2 ช้อนชาลงไปด้วย คนให้เข้ากัน แล้วทาให้ทั่วใบหน้า เน้นๆ หน่อยตรงเม็ดสิว ทิ้งไว้ 1/2 ชั่วโมง จึงล้างออกด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น และสิวยุบลง
ที่มา คม ชัด ลึก
สวัสดี...อีนี่นาย...หลังจากได้อ่านหนังสือท่องเที่ยวอินเดียและเนปาล 2 ประเทศในฝันที่อยากจะไปเยือนสักครั้ง เซียนสวยก็ได้อะไรดีๆ มาฝากคุณผู้อ่านเยอะแยะเลยค่ะ โดยเฉพาะวิธีรักษาความงามตามแบบอายุรเวท อย่างเรื่องแรกที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังก็คือเรื่องของการแก้ปัญหาสิวค่ะ
นอกจากไขมัน ชา กาแฟ ของดอง ฯลฯ ที่อายุรเวทแนะนำให้หลีกเลี่ยงแล้ว ยังมีวิธีแก้สิวอีกอย่างคือ การนำแป้งหมี่ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับนมสด 2 ช้อนโต๊ะ แล้วหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นแซนดอลวู้ด สัก 1 หยดลงไป อย่าลืมเติมมะนาว 1/2 ช้อนชาลงไปด้วย คนให้เข้ากัน แล้วทาให้ทั่วใบหน้า เน้นๆ หน่อยตรงเม็ดสิว ทิ้งไว้ 1/2 ชั่วโมง จึงล้างออกด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น และสิวยุบลง
ที่มา คม ชัด ลึก
วิธีแก้ปัญหาผมร่วง
วิธีป้องกันไม่ให้ผมร่วง
ใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนผมร่วงง่าย และผมร่วงเยอะ มีวิธีป้องกันไม่ให้ผมร่วงมาบอก...
การป้องกันไม่ให้ผมร่วง
1. เลือกรับประทานอาหารและของที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม เช่น ธัญพืช, ข้าวกล้อง, งาดำ, เมล็ดทานตะวัน, ฟักทอง
2. ควรนวดหนังศรีษะเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพื่อบำรุงรากผมบ้าง
3. ควรทำความสะอาดผมอย่างสม่ำเสมอ
4. ควรใส่ครีมบำรุงผม ทุกครั้งที่สระผม
5. ควรรับประทานแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อรากผม เช่น Biotin ไบโอติน หรือ Vitamin H จัดเป็นวิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตามิน บี จำเป็นสำหรับขบวนการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย ซึ่งช่วยบำรุงผิวหนัง ผม กล้ามเนื้อ และประสาท อาหารที่อุดมไปด้วยไบโอติน ได้แก่ ตับหมู ไตวัว เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี ไข่ นม เนย โยเกิร์ต ผักต่างๆ โดยเฉพาะดอกกะหล่ำ กระหล่ำปลี เห็ด และแครอท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณของวิตามินที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน
สำหรับสาเหตุที่ร่างกายอาจขาดไบโอติน คือ การรับประทานไข่ขาวดิบในปริมาณมากเป็นระยะเวลานานๆ อันเนื่องมาจากใน "ไข่ขาว" มีสารที่จะทำลายไบโอติน เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ
อีกตัวคือ Zine เป็นแร่ธาตุที่เมื่อร่างกายขาดจะทำให้ผมร่วง ถ้าไม่อยากผมร่วง ก็อย่าลืมทำตามคำแนะนำกันได้
ที่มา เดลินิวส์
ใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนผมร่วงง่าย และผมร่วงเยอะ มีวิธีป้องกันไม่ให้ผมร่วงมาบอก...
การป้องกันไม่ให้ผมร่วง
1. เลือกรับประทานอาหารและของที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม เช่น ธัญพืช, ข้าวกล้อง, งาดำ, เมล็ดทานตะวัน, ฟักทอง
2. ควรนวดหนังศรีษะเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพื่อบำรุงรากผมบ้าง
3. ควรทำความสะอาดผมอย่างสม่ำเสมอ
4. ควรใส่ครีมบำรุงผม ทุกครั้งที่สระผม
5. ควรรับประทานแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อรากผม เช่น Biotin ไบโอติน หรือ Vitamin H จัดเป็นวิตามินชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตามิน บี จำเป็นสำหรับขบวนการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย ซึ่งช่วยบำรุงผิวหนัง ผม กล้ามเนื้อ และประสาท อาหารที่อุดมไปด้วยไบโอติน ได้แก่ ตับหมู ไตวัว เนื้อวัว ปลาเนื้อขาว น้ำมันปลา ข้าวกล้อง ข้าวโพด รำข้าวสาลี ไข่ นม เนย โยเกิร์ต ผักต่างๆ โดยเฉพาะดอกกะหล่ำ กระหล่ำปลี เห็ด และแครอท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณของวิตามินที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน
สำหรับสาเหตุที่ร่างกายอาจขาดไบโอติน คือ การรับประทานไข่ขาวดิบในปริมาณมากเป็นระยะเวลานานๆ อันเนื่องมาจากใน "ไข่ขาว" มีสารที่จะทำลายไบโอติน เมื่อร่างกายเกิดอาการขาดวิตามินนี้ก็จะทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ
อีกตัวคือ Zine เป็นแร่ธาตุที่เมื่อร่างกายขาดจะทำให้ผมร่วง ถ้าไม่อยากผมร่วง ก็อย่าลืมทำตามคำแนะนำกันได้
ที่มา เดลินิวส์
แฟนขี้หึง จะทำอย่างไร
ถ้าแฟนแสนจะขี้หึง จะรับมือเขาอย่างไร
" ลมเพชรหึง" เป็นสิ่งที่ไม่เข้าใครออกใคร คู่รักมักจะทะเลาะกันด้วยเรื่องหึงหวง เธอเป็นของฉัน ฉันเป็นของเธอ (แล้วพี่จะเป็นของใคร ? ) คาดว่า ผู้หญิงจะแสดงออก ซึ่งอารมณ์ทำนองนี้ประมาณร้อยละ 70 ขณะที่ผู้ชายร้อยละ 50 เค้าเป็นกัน
แต่เห็นเปอร์เซ็นต์ความขี้หึงของผู้ชายน้อยๆ อย่างนี้เถอะ ทว่าการแสดงออก... น้องเอ๋ย ประเภทถึงเลือดถึงเนื้อ เรียกว่า อารมณ์ดิบมันมีมาก เลยต้องระบายออกมาแบบ หื่นกระหาย ในขณะที่ผู้หญิงอย่างมากเธอก็งอน แสดงความน้อยอกน้อยใจ หรือไม่ก็ทุบอกแฟนหนุ่ม สักตึ้บ เดี๋ยวก็หาย แต่บางกรณี หันมาอีกที อ้าว... เธออาจแปลงร่างกลายเป็นผีเสื้อสมุทร ตั้งท่าจะพิชิตพระอภัยฯ เสียแล้วก็มีอีก
ฉะนั้น เรื่องขี้หึง ขี้หวงนี่ เป็นเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวของมนุษย์แต่ละคนค่ะ ใครจะเป็นมากหรือเป็นน้อย ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานครอบครัวดั้งเดิมของตัวเองนั่นแหละ แต่เอ๊ะ เอ๊ะ... ก็มีปัจจัยด้านคู่รักมามีส่วนประกอบด้วยเหมือนกันนะ
เพราะถ้าคู่รักของใครมีบุคลิกลุกลี้ลุกลน หรือรักไม่จริง ไม่คิดว่านี่คือรักแท้แล้วละก็ ต่อให้คุณทุ่มเทรักหรืออุทิศตัวให้เขาเพียงไร บทเขาจะไปเกี้ยวสาวคนอื่น เขาก็ทำโดยไม่สนคุณเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น ก่อนจะริรักใครควรดูให้แน่ก่อน ดีกว่าที่จะทุ่มใจไปหึงให้เสียเวลา เพราะการเกิดอารมณ์หวงห่วงรักนี่ พี่ว่ามัน Waste Time, Waste Heart เสียเวลาและเปลืองหัวใจเหลือเกินค่ะ
จะหึงกันไปทำไม ถ้าเรามีความมั่นใจในตัวเองและมั่นใจในคนที่เรารัก...นี่ แบบนี้ถึงจะเรียกว่าพี่เมอร์ลินของแท้
แต่ในเมื่อโลกนี้ มีรักก็ต้องมีโกรธ มีโลภก็ต้องมีหลง มีพะวงก็ต้องมีคนึงหา ฉันใด ก็ฉันเพล คนเราจะรักกันทั้งที ถ้าไม่หึงให้รู้สึกว่า "รักอยู่นะ" ก็กระไรอยู่ใช่ไหมจ๊ะ
ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ด้านลมเพชรหึงระดับอินเตอร์เนชั่นแนล จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด บอกว่า โดยธรรมชาติของมนุษย์นี่นะ เป็นสัตว์ประเสริฐที่อยากรู้เป็นที่สุดว่า คนที่ตนรักและผูกพันด้วยจะมีใจรักตอบมากน้อยแค่ไหน หรือจะแสดงอาการสนใจห่วงใยในตัวเรามากเพียงใด มนุษย์ (ผู้ซึ่งอ่อนหัดในรัก) ก็เลยไม่รู้จะเอาอะไรมาวัด จึงจับเอาอาการหึงหวงที่แสดงออกมานี่แหละเป็นตัวบ่งชี้
แล้วคุณๆทราบไหมว่า ความหึงหวงนี่ ตามข้อมูลทางวิชาการ (อีกนั่นแหละ) เว้าว่า ก่อกำเนิดมาจากพื้นฐานทางอารมณ์ที่ไม่มั่นคง ซึ่งตลกซะด้วยนะ เพราะมนุษย์ชอบนำมันมารวมกับความอิจฉาริษยา ความหึงจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่อาจเป็นที่มาถึงฆ่าคนได้! ปรื๋อ ฟังแล้วขนลุกค่ะ
ทีนี้ ถ้ามีแฟนแล้วเป็นคนขี้หึง แบบว่า...
- ห้ามคุณไปคุยเล่นกับคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
- ถ้าโทรศัพท์มาหา แล้วมีคนอื่นรับสายแทน เขาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
- เขาไม่พอใจหากคุณดูเซ็กซี่จนน่าอัศจรรย์ แล้วจะเพียรถามอยู่นั่นแหละว่า จะสวยไปให้ใครมอง...พูดจาน่าตบดีค่ะ
- ทำอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อว่า หนุ่มหล่อสุดฤทธิ์ขนาดทอม ครูซ ที่คุณคุยด้วย เมื่อกี้ เป็นน้องชายแท้ๆ ของคุณเอง... แบบนี้ท่าทางจะอาการหนัก
- จะเพจหรือโทรศัพท์มาหาคุณทุกนาทีที่เขาว่างจากงาน เพื่อจับให้มั่น คั้นให้ตายว่า คุณอยู่กับใครหรือเปล่า ?
- หากแฟนของคุณมีอาการประมาณนี้ ขอแสดงความยินดีว่า เขาคงรักคุณมากสินะ แต่รักแบบเกินไป ก็ไม่ไหวเหมือนกัน
เพราะถ้าจะกระดุกกระดิกไปไหน หรือทำอะไรคงลำบากใจไม่น้อย ที่สำคัญ ยิ่งเขาหึงคุณมากเท่าไหร่ ความรักที่คุณมีให้ดูเหมือนจะลดดีกรีลงตามไปด้วย มากเท่านั้น ใช่ไหมล้า ของแบบนี้ไม่ต้องปิด เมอร์ลินก็รู้ ว่าไอ้พวกชอบหึงเหล่านี้ มันน่ารำคาญมากแค่ไหน
แต่คุณๆอย่าเพิ่งสิ้นหวังไป เพราะความเป็นคนขี้หึงสามารถเปลี่ยนได้ ไม่ถึงกับเป็นแล้วเป็นเลย อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไม่อยากให้เขาหวงมาก คุณก็ต้องร่วมมือ ช่วยขจัดอารมณ์นรกนี้ ให้ออกไปจากใจเขาด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้มัน เป็นไปตามบุญตามกรรม นี่หมายถึงในกรณีที่ คุณรักเขาอย่างจริงจังนะ
การช่วยกันก็ไม่ต้องอะไรมาก แค่พูดให้ กำลังใจเขาบ่อยๆว่า คุณนั้นรักเขา อย่างไม่ต้องสงสัย และขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ต้องไปหึงระบาด ให้รักของเรา ต้องอับปางเร็วนักหรอก พูดแค่นี้ ถ้าเข้าใจก็โอเคไป แต่ถ้ายังสติแตก จะตัดหางปล่อยวัด ก็ทำไปเถอะ
ที่มา ไทยรัฐ
" ลมเพชรหึง" เป็นสิ่งที่ไม่เข้าใครออกใคร คู่รักมักจะทะเลาะกันด้วยเรื่องหึงหวง เธอเป็นของฉัน ฉันเป็นของเธอ (แล้วพี่จะเป็นของใคร ? ) คาดว่า ผู้หญิงจะแสดงออก ซึ่งอารมณ์ทำนองนี้ประมาณร้อยละ 70 ขณะที่ผู้ชายร้อยละ 50 เค้าเป็นกัน
แต่เห็นเปอร์เซ็นต์ความขี้หึงของผู้ชายน้อยๆ อย่างนี้เถอะ ทว่าการแสดงออก... น้องเอ๋ย ประเภทถึงเลือดถึงเนื้อ เรียกว่า อารมณ์ดิบมันมีมาก เลยต้องระบายออกมาแบบ หื่นกระหาย ในขณะที่ผู้หญิงอย่างมากเธอก็งอน แสดงความน้อยอกน้อยใจ หรือไม่ก็ทุบอกแฟนหนุ่ม สักตึ้บ เดี๋ยวก็หาย แต่บางกรณี หันมาอีกที อ้าว... เธออาจแปลงร่างกลายเป็นผีเสื้อสมุทร ตั้งท่าจะพิชิตพระอภัยฯ เสียแล้วก็มีอีก
ฉะนั้น เรื่องขี้หึง ขี้หวงนี่ เป็นเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวของมนุษย์แต่ละคนค่ะ ใครจะเป็นมากหรือเป็นน้อย ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานครอบครัวดั้งเดิมของตัวเองนั่นแหละ แต่เอ๊ะ เอ๊ะ... ก็มีปัจจัยด้านคู่รักมามีส่วนประกอบด้วยเหมือนกันนะ
เพราะถ้าคู่รักของใครมีบุคลิกลุกลี้ลุกลน หรือรักไม่จริง ไม่คิดว่านี่คือรักแท้แล้วละก็ ต่อให้คุณทุ่มเทรักหรืออุทิศตัวให้เขาเพียงไร บทเขาจะไปเกี้ยวสาวคนอื่น เขาก็ทำโดยไม่สนคุณเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น ก่อนจะริรักใครควรดูให้แน่ก่อน ดีกว่าที่จะทุ่มใจไปหึงให้เสียเวลา เพราะการเกิดอารมณ์หวงห่วงรักนี่ พี่ว่ามัน Waste Time, Waste Heart เสียเวลาและเปลืองหัวใจเหลือเกินค่ะ
จะหึงกันไปทำไม ถ้าเรามีความมั่นใจในตัวเองและมั่นใจในคนที่เรารัก...นี่ แบบนี้ถึงจะเรียกว่าพี่เมอร์ลินของแท้
แต่ในเมื่อโลกนี้ มีรักก็ต้องมีโกรธ มีโลภก็ต้องมีหลง มีพะวงก็ต้องมีคนึงหา ฉันใด ก็ฉันเพล คนเราจะรักกันทั้งที ถ้าไม่หึงให้รู้สึกว่า "รักอยู่นะ" ก็กระไรอยู่ใช่ไหมจ๊ะ
ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ด้านลมเพชรหึงระดับอินเตอร์เนชั่นแนล จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด บอกว่า โดยธรรมชาติของมนุษย์นี่นะ เป็นสัตว์ประเสริฐที่อยากรู้เป็นที่สุดว่า คนที่ตนรักและผูกพันด้วยจะมีใจรักตอบมากน้อยแค่ไหน หรือจะแสดงอาการสนใจห่วงใยในตัวเรามากเพียงใด มนุษย์ (ผู้ซึ่งอ่อนหัดในรัก) ก็เลยไม่รู้จะเอาอะไรมาวัด จึงจับเอาอาการหึงหวงที่แสดงออกมานี่แหละเป็นตัวบ่งชี้
แล้วคุณๆทราบไหมว่า ความหึงหวงนี่ ตามข้อมูลทางวิชาการ (อีกนั่นแหละ) เว้าว่า ก่อกำเนิดมาจากพื้นฐานทางอารมณ์ที่ไม่มั่นคง ซึ่งตลกซะด้วยนะ เพราะมนุษย์ชอบนำมันมารวมกับความอิจฉาริษยา ความหึงจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่อาจเป็นที่มาถึงฆ่าคนได้! ปรื๋อ ฟังแล้วขนลุกค่ะ
ทีนี้ ถ้ามีแฟนแล้วเป็นคนขี้หึง แบบว่า...
- ห้ามคุณไปคุยเล่นกับคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
- ถ้าโทรศัพท์มาหา แล้วมีคนอื่นรับสายแทน เขาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
- เขาไม่พอใจหากคุณดูเซ็กซี่จนน่าอัศจรรย์ แล้วจะเพียรถามอยู่นั่นแหละว่า จะสวยไปให้ใครมอง...พูดจาน่าตบดีค่ะ
- ทำอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อว่า หนุ่มหล่อสุดฤทธิ์ขนาดทอม ครูซ ที่คุณคุยด้วย เมื่อกี้ เป็นน้องชายแท้ๆ ของคุณเอง... แบบนี้ท่าทางจะอาการหนัก
- จะเพจหรือโทรศัพท์มาหาคุณทุกนาทีที่เขาว่างจากงาน เพื่อจับให้มั่น คั้นให้ตายว่า คุณอยู่กับใครหรือเปล่า ?
- หากแฟนของคุณมีอาการประมาณนี้ ขอแสดงความยินดีว่า เขาคงรักคุณมากสินะ แต่รักแบบเกินไป ก็ไม่ไหวเหมือนกัน
เพราะถ้าจะกระดุกกระดิกไปไหน หรือทำอะไรคงลำบากใจไม่น้อย ที่สำคัญ ยิ่งเขาหึงคุณมากเท่าไหร่ ความรักที่คุณมีให้ดูเหมือนจะลดดีกรีลงตามไปด้วย มากเท่านั้น ใช่ไหมล้า ของแบบนี้ไม่ต้องปิด เมอร์ลินก็รู้ ว่าไอ้พวกชอบหึงเหล่านี้ มันน่ารำคาญมากแค่ไหน
แต่คุณๆอย่าเพิ่งสิ้นหวังไป เพราะความเป็นคนขี้หึงสามารถเปลี่ยนได้ ไม่ถึงกับเป็นแล้วเป็นเลย อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไม่อยากให้เขาหวงมาก คุณก็ต้องร่วมมือ ช่วยขจัดอารมณ์นรกนี้ ให้ออกไปจากใจเขาด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้มัน เป็นไปตามบุญตามกรรม นี่หมายถึงในกรณีที่ คุณรักเขาอย่างจริงจังนะ
การช่วยกันก็ไม่ต้องอะไรมาก แค่พูดให้ กำลังใจเขาบ่อยๆว่า คุณนั้นรักเขา อย่างไม่ต้องสงสัย และขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ต้องไปหึงระบาด ให้รักของเรา ต้องอับปางเร็วนักหรอก พูดแค่นี้ ถ้าเข้าใจก็โอเคไป แต่ถ้ายังสติแตก จะตัดหางปล่อยวัด ก็ทำไปเถอะ
ที่มา ไทยรัฐ
การเลือกซื้อกระโปรง
การเลือกซื้อกระโปรงของสาวทำงาน
สาวทำงานคนไหนที่อยากใส่กระโปรงทำงานให้ดูดี วันนี้มีเคล็ดลับในการเลือกซื้อกระโปรงสำหรับสาวทำงานมาบอก...
- สาวเจ้าเนื้อ ควรเลี่ยงใส่กระโปรงยาวกรอมเท้า และถ้าเป็นคนมีสะโพกก็ไม่ควรใส่กระโปรงลายจุด เพราะกระโปรงแบบนี้จะเหมาะกับสาวสะโพกเล็กเท่านั้น
- สาวๆทุกคน อย่าใส่กระโปรงยาวที่มีสีเดียวกันกับสีเสื้อ เพราะดูแมตช์กันเกินไป
- ส่วนสาวหุ่นเพรียว สามารถเลือกใส่กระโปรงยาวระดับไหนก็ได้ แต่แบบที่เหมาะกับสาวหุ่นนี้ คือ กระโปรงทรงสามเหลี่ยม
รู้อย่างนี้แล้ว ลองนำเคล็ดลับนี้ไปหาซื้อกระโปรงมาใส่ให้เหมาะกับรูปร่างกันดูได้.
อ้างอิง เดลินิวส์
สาวทำงานคนไหนที่อยากใส่กระโปรงทำงานให้ดูดี วันนี้มีเคล็ดลับในการเลือกซื้อกระโปรงสำหรับสาวทำงานมาบอก...
- สาวเจ้าเนื้อ ควรเลี่ยงใส่กระโปรงยาวกรอมเท้า และถ้าเป็นคนมีสะโพกก็ไม่ควรใส่กระโปรงลายจุด เพราะกระโปรงแบบนี้จะเหมาะกับสาวสะโพกเล็กเท่านั้น
- สาวๆทุกคน อย่าใส่กระโปรงยาวที่มีสีเดียวกันกับสีเสื้อ เพราะดูแมตช์กันเกินไป
- ส่วนสาวหุ่นเพรียว สามารถเลือกใส่กระโปรงยาวระดับไหนก็ได้ แต่แบบที่เหมาะกับสาวหุ่นนี้ คือ กระโปรงทรงสามเหลี่ยม
รู้อย่างนี้แล้ว ลองนำเคล็ดลับนี้ไปหาซื้อกระโปรงมาใส่ให้เหมาะกับรูปร่างกันดูได้.
อ้างอิง เดลินิวส์
วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552
พืชสมุนไพร
''กระเทียม'' แก้กลากเกลื้อน แก้ไอ แก้ปวดฟัน ขับเสมหะ ช่วยย่อย
กระเทียมเป็นพืชล้มลุกสูง 30-45 เซนติเมตร เป็นพืชลงหัวใต้ดิน หัวประกอบด้วยกลีบหลายกลีบรวมกัน มีเปลือกหุ้มหลายชั้น สีขาวหรือสีขาวอมม่วง ใบมีสีเขียว หนาแบนและกว้าง 1-2.5 เซนติเมตร ยาว 30-60 เซนติเมตร ปลายแหลมโคนมีสีขาวหรือสีเขียวอ่อน แผ่เป็นแผ่นแบนหุ้มกันกลายเป็นลำต้น ดอกเป็นช่อ ก้านช่อยาวเป็นกระจุกที่ปลาย มีดอกย่อยหลายดอก กลีบดอกสีขาวหรือสีขาวอมชมพู มี 6 กลีบ รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณทางยาไทย - เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้กลากเกลื้อน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดฟัน ปวดหู และโรคผิวหนัง
ชื่ออื่น : หอมเทียม เทียม หัวเทียม กระเทียมขาว หอมขาว ประเซ้วา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium sativum Linn.
วงศ์ Alliaceae
สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน :
สรรพคุณ
1) รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด
2) รักษาโรคกลากเกลื้อน
วิธีการใช้
1) สำหรับการบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ รับประทานกระเทียมสดครั้งละประมาณ 5-7 กลีบ หลังอาหารหรือเวลามีอาการ
2) การรักษากลากเกลื้อน ผ่านกลีบกระเทียมแล้วนำมาถูบริเวณที่เป็น หรือตำคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็น วันละ 3-4 ครั้ง เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน
องค์ประกอบทางเคมี :
ในน้ำมันระเหยจากกระเทียมประกอบด้วยสารประกอบที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ ได้แก่ allicin, diallyl sulfide, diallyl, disulfide, diallyl trisulfide, ajoene นอกจากนี้ยังพบโปรตีนที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น alliumin, allivin
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก :
1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ สารสกัดกระเทียมด้วยน้ำมีฤทธิ์ต้านเชื้อราหลายชนิด เช่น malassezia furfur, Candida albicans, C. glabrata, C. tropicalis, C.parapsilosis, Trichophyton mentagrophytes,T. rubrum, Microsporum canis, M. gypseum, Epidermophyton fluccosum ในระดับดี(ความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งการเจริญ ต่ำกว่า 1 มิลลิกรัมต่อมิลลิเมตร) โปรตีนจากกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตหลายชนิด เช่น Mycosphaerella arachidicola, botrytis cinerea,Physalospora piricola ทั้งนี้ จากการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของโปรตีน allivin พบว่ามีผลยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนในขั้นตอนการเกิดทรานสเลชั่น ใน cell-free rabbit reticulocyte นอกจากการยับยั้งการเจริญของเชื้อรา พบว่า allivin จากกระเทียมสามารถยับยั้งการเจริญของจุลชีพอื่นๆ ทั้งในกลุ่มแบคทีเรีย ได้แก่ Pseudomonas,Escherichia,Saimonella,Staphylococcus,Streptococcus,Klebsiella
,Proteus,Bacillus,Clostridium,Shigella,Sh.flexneri,Sh.sonnei, Mycobacterium tuberculosis, Helicobacter pylori รวมถึงการปัองกันการสร้าง Staphylococcus enterotoxins A, B, C1 และ themonuclease ยับยั้งการเจริญของพาราไซต์ ได้แก่ Giardia lamblia cytomegalovirus, influenza B , herpes simplex virus type 1 , , herpes simplex virus type 2, parainfluenza virus type 3, vaccinia virus, vesicular stomatitis virus, human rhinovirus type 2
2)ฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง โปรตีน allivin จากกระเทียมสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว L1210
อ้างอิงwww.plaungjit.com
กระเทียมเป็นพืชล้มลุกสูง 30-45 เซนติเมตร เป็นพืชลงหัวใต้ดิน หัวประกอบด้วยกลีบหลายกลีบรวมกัน มีเปลือกหุ้มหลายชั้น สีขาวหรือสีขาวอมม่วง ใบมีสีเขียว หนาแบนและกว้าง 1-2.5 เซนติเมตร ยาว 30-60 เซนติเมตร ปลายแหลมโคนมีสีขาวหรือสีเขียวอ่อน แผ่เป็นแผ่นแบนหุ้มกันกลายเป็นลำต้น ดอกเป็นช่อ ก้านช่อยาวเป็นกระจุกที่ปลาย มีดอกย่อยหลายดอก กลีบดอกสีขาวหรือสีขาวอมชมพู มี 6 กลีบ รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณทางยาไทย - เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้กลากเกลื้อน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดฟัน ปวดหู และโรคผิวหนัง
ชื่ออื่น : หอมเทียม เทียม หัวเทียม กระเทียมขาว หอมขาว ประเซ้วา
ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium sativum Linn.
วงศ์ Alliaceae
สรรพคุณและข้อแนะนำในการใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน :
สรรพคุณ
1) รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด
2) รักษาโรคกลากเกลื้อน
วิธีการใช้
1) สำหรับการบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ รับประทานกระเทียมสดครั้งละประมาณ 5-7 กลีบ หลังอาหารหรือเวลามีอาการ
2) การรักษากลากเกลื้อน ผ่านกลีบกระเทียมแล้วนำมาถูบริเวณที่เป็น หรือตำคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็น วันละ 3-4 ครั้ง เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน
องค์ประกอบทางเคมี :
ในน้ำมันระเหยจากกระเทียมประกอบด้วยสารประกอบที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ ได้แก่ allicin, diallyl sulfide, diallyl, disulfide, diallyl trisulfide, ajoene นอกจากนี้ยังพบโปรตีนที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น alliumin, allivin
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา-ฤทธิ์ทางชีวภาพ และข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในทางคลินิก :
1) ฤทธิ์ต้านจุลชีพ สารสกัดกระเทียมด้วยน้ำมีฤทธิ์ต้านเชื้อราหลายชนิด เช่น malassezia furfur, Candida albicans, C. glabrata, C. tropicalis, C.parapsilosis, Trichophyton mentagrophytes,T. rubrum, Microsporum canis, M. gypseum, Epidermophyton fluccosum ในระดับดี(ความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งการเจริญ ต่ำกว่า 1 มิลลิกรัมต่อมิลลิเมตร) โปรตีนจากกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตหลายชนิด เช่น Mycosphaerella arachidicola, botrytis cinerea,Physalospora piricola ทั้งนี้ จากการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของโปรตีน allivin พบว่ามีผลยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนในขั้นตอนการเกิดทรานสเลชั่น ใน cell-free rabbit reticulocyte นอกจากการยับยั้งการเจริญของเชื้อรา พบว่า allivin จากกระเทียมสามารถยับยั้งการเจริญของจุลชีพอื่นๆ ทั้งในกลุ่มแบคทีเรีย ได้แก่ Pseudomonas,Escherichia,Saimonella,Staphylococcus,Streptococcus,Klebsiella
,Proteus,Bacillus,Clostridium,Shigella,Sh.flexneri,Sh.sonnei, Mycobacterium tuberculosis, Helicobacter pylori รวมถึงการปัองกันการสร้าง Staphylococcus enterotoxins A, B, C1 และ themonuclease ยับยั้งการเจริญของพาราไซต์ ได้แก่ Giardia lamblia cytomegalovirus, influenza B , herpes simplex virus type 1 , , herpes simplex virus type 2, parainfluenza virus type 3, vaccinia virus, vesicular stomatitis virus, human rhinovirus type 2
2)ฤทธิ์ความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง โปรตีน allivin จากกระเทียมสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว L1210
อ้างอิงwww.plaungjit.com
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ คือ
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำงานตามชุดคำสั่งอย่างอัตโนมัติและให้ผลลัพธ์ออกมาตามต้องการ ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ รวมเรียกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
การทำงานของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วยสำคัญ 5 หน่วย คือ
* หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
* หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
* หน่วยความจำหลัก (Main Memory)
* หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory)
* หน่วยแสดงผล (Output Unit)
กลไกการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่เกิดจากองค์ประกอบต่างๆ เริ่มด้วยเมื่อมีการกดปุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมหรือชุึดคำสั่งที่อยู่ในหน่วยความจำหลัก จะทำการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมที่จะทำงาน เมื่อตรวจสอบเสร็จคอมพิวเตอร์จะแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะทำงาน ก็จะมีการป้อนคำสั่งหรือโปรแกรมหรือข้อมูลโดยผ่านหน่วยรับข้อมูล แล้วนำไปเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลัก ต่อจากนั้น หน่วยประมวลผลกลางก็จะทำการตามคำสั่งของโปรแกรมซึ่งเรียกว่า การประมวลผล แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้เก็บไว้ที่ หน่วยความจำ และจะแสดงผลลัพธ์ผ่านหน่วยแสดงผลเมื่อมีคำสั่งให้แสดงผลลัพธ์
หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
หน่วยรับข้อมูล คือ
เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลรับข้อมูลหรือคำสั่ง จากผู้ใช้เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยแปลงข้อมูลหรือคำสั่งนั้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำการประมวลผลต่อไป
หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
หน่วยประมวลผลกลาง คือ
ส่วนที่ทำหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูล และควบคุมการปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
หน่วยประมวลผลกลางประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ
* หน่วยควบคุม (Control Unit)
ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบทั้งหมด ให้ทำงานอย่างถูกต้อง
* หน่วยคำนวณ (Arithmetic Logic Unit) ทำ หน้าที่ประมวลผลข้อมูลทางคณิตศาสตร์และทางตรรกะ เช่น
- การคำนวณทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ การบวก ลบ คูณ หาร
- การกระทำทางตรรกะ (AND , OR)
- การเปรียบเทียบ เช่น การเปรียบเทียบค่าของข้อมูล 2 ตัวว่ามีค่าเท่ากัน มากกว่า หรือน้อยกว่า ไม่ว่าข้อมูลจะเป็นตัวเลข หรือตัวอักษรก้สามารถเปรียบเทียบได้
- การเลื่อนข้อมูล (Shift)
- การเพิ่มและการลด (Increment and Decrement)
- การตรวจสอบบิท (Test Bit)
หน่วยความจำหลัก (Main Memory)
หน่วยความจำหลัก เป็นหน่วยความจำที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. รอม (ROM : Read Only Memory) เป็นหน่วยความจำหลักที่
- ใช้บรรจุโปรแกรมสำคัญ ที่ใช้ในการสตาร์ทอัพเครื่อง
- เก็บโปรแกรมคำสั่งไว้อย่างถาวร
- ไม่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเลี้ยง ข้อมูลก็จะยังคงอยู่
- เขียนหรือบันทึกข้อมูลคำสั่งได้เพียงครั้งเดียว ในขั้นตอนการผลิตเครื่องจากโรงงาน ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้อีก
- อ่านข้อมูลได้อย่างเดียว และการเข้าถึงข้อมูลเป็นแบบสุ่ม
2. แรม (RAM : Random Access Memory)
- ทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่รับเข้ามาจากหน่วยรับข้อมูล เพื่อนำไปประมวลผล
- ทำหน้าที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้ขณะทำการประมวลผลซึ่งยังไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย
- ทำหน้าที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลซึ่งเป็นผลลัพธ์สุดท้าย
- ทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งต่างๆ ขณะที่เรากำลังทำงานอยู่กับเครื่อง
เพื่อใช้ในการประมวลผล
- เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลหรือโปรแกรมไว้ชั่วคราว สร้างขึ้นเพื่อผู้ใช้โดยตรง
- สามารถอ่านหรือเขียนทับข้อมูลลงไปได้ตามต้องการ ถ้าไฟดับข้อมูลจะสูญหาย
- การเข้าถึงข้อมูลเป็นแบบสุ่ม
หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory)
หน่วยความจำสำรอง เป็นหน่วยความจำที่ใช้เก็บข้อมูล และโปรแกรมที่ต้องการใช้งานในคราวต่อไปได้ ซึ่งสามารถบรรจุข้อมูลและโปรแกรมได้เป็นจำนวนมาก
อุปกรณ์ที่เป็นหน่วยความจำสำรอง ได้แก่
* จานแม่เหล็ก (Magnetic Disk)
# ฮาร์ดิสก์
จานแม่เหล็กสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง (Direct Access) ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ และฟล็อปปี้ดิสก์
# เทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) สามารถบันทึกและเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Sequential Access) การบันทึกทำโดยสร้างสนามแม่เหล็กลงบนเนื้อเทป
# จานแสง (Optical Disk)
* เครื่องอ่านแผ่นซีดี (CD-ROM Drive)
เป็นสื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลได้ปริมาณมากสามารถอ่านและบันทึกข้อมูลด้วยแสงเลเซอร์ เช่น CD-ROM (Compact Disc Read-Only Memory) มีความจุข้อมูลสูงมาก ตั้งแต่ 650 เมกะไบท์ (MB) สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างเดียว แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้
หน่วยแสดงผล (Output Unit)
หน่วยแสดงผล คือ
อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล
การแสดงผลลัพธ์ แบ่งเป็น 2 แบบ
* แสดงผลทางบนจอภาพ
# การแสดงผลทางจอภาพ เรียกได้อีกอย่างว่าเป็น Soft Copy คือ จะแสดงผลลัพธ์ขณะที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ อุปกรณ์คือ จอภาพคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งภาพบนจอประกอบด้วยจุดหรือ pixel หลายๆ pixel สามารถแสดงผลความละเอียดได้หลายระดับ เช่น 640 * 480 จุด , 800 * 600 จุด , 1024 * 786 จุด
# แสดงผลทางเครื่องพิมพ์
* การแสดงผลทางจอภาพ หรือเรียกได้อีกอย่างว่าเป็น Hard Copy คือ สามารถแสดงผลลัพธ์คงทนอยู่นาน ไม่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเลี้ยง อุปกรณ์ที่ใช้ คือ Printer
ที่มา www.dede4u.com
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำงานตามชุดคำสั่งอย่างอัตโนมัติและให้ผลลัพธ์ออกมาตามต้องการ ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ รวมเรียกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
การทำงานของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วยสำคัญ 5 หน่วย คือ
* หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
* หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
* หน่วยความจำหลัก (Main Memory)
* หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory)
* หน่วยแสดงผล (Output Unit)
กลไกการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่เกิดจากองค์ประกอบต่างๆ เริ่มด้วยเมื่อมีการกดปุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมหรือชุึดคำสั่งที่อยู่ในหน่วยความจำหลัก จะทำการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมที่จะทำงาน เมื่อตรวจสอบเสร็จคอมพิวเตอร์จะแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะทำงาน ก็จะมีการป้อนคำสั่งหรือโปรแกรมหรือข้อมูลโดยผ่านหน่วยรับข้อมูล แล้วนำไปเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลัก ต่อจากนั้น หน่วยประมวลผลกลางก็จะทำการตามคำสั่งของโปรแกรมซึ่งเรียกว่า การประมวลผล แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้เก็บไว้ที่ หน่วยความจำ และจะแสดงผลลัพธ์ผ่านหน่วยแสดงผลเมื่อมีคำสั่งให้แสดงผลลัพธ์
หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
หน่วยรับข้อมูล คือ
เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลรับข้อมูลหรือคำสั่ง จากผู้ใช้เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยแปลงข้อมูลหรือคำสั่งนั้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำการประมวลผลต่อไป
หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
หน่วยประมวลผลกลาง คือ
ส่วนที่ทำหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูล และควบคุมการปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
หน่วยประมวลผลกลางประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ
* หน่วยควบคุม (Control Unit)
ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบทั้งหมด ให้ทำงานอย่างถูกต้อง
* หน่วยคำนวณ (Arithmetic Logic Unit) ทำ หน้าที่ประมวลผลข้อมูลทางคณิตศาสตร์และทางตรรกะ เช่น
- การคำนวณทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ การบวก ลบ คูณ หาร
- การกระทำทางตรรกะ (AND , OR)
- การเปรียบเทียบ เช่น การเปรียบเทียบค่าของข้อมูล 2 ตัวว่ามีค่าเท่ากัน มากกว่า หรือน้อยกว่า ไม่ว่าข้อมูลจะเป็นตัวเลข หรือตัวอักษรก้สามารถเปรียบเทียบได้
- การเลื่อนข้อมูล (Shift)
- การเพิ่มและการลด (Increment and Decrement)
- การตรวจสอบบิท (Test Bit)
หน่วยความจำหลัก (Main Memory)
หน่วยความจำหลัก เป็นหน่วยความจำที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. รอม (ROM : Read Only Memory) เป็นหน่วยความจำหลักที่
- ใช้บรรจุโปรแกรมสำคัญ ที่ใช้ในการสตาร์ทอัพเครื่อง
- เก็บโปรแกรมคำสั่งไว้อย่างถาวร
- ไม่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเลี้ยง ข้อมูลก็จะยังคงอยู่
- เขียนหรือบันทึกข้อมูลคำสั่งได้เพียงครั้งเดียว ในขั้นตอนการผลิตเครื่องจากโรงงาน ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้อีก
- อ่านข้อมูลได้อย่างเดียว และการเข้าถึงข้อมูลเป็นแบบสุ่ม
2. แรม (RAM : Random Access Memory)
- ทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่รับเข้ามาจากหน่วยรับข้อมูล เพื่อนำไปประมวลผล
- ทำหน้าที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้ขณะทำการประมวลผลซึ่งยังไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย
- ทำหน้าที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลซึ่งเป็นผลลัพธ์สุดท้าย
- ทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งต่างๆ ขณะที่เรากำลังทำงานอยู่กับเครื่อง
เพื่อใช้ในการประมวลผล
- เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลหรือโปรแกรมไว้ชั่วคราว สร้างขึ้นเพื่อผู้ใช้โดยตรง
- สามารถอ่านหรือเขียนทับข้อมูลลงไปได้ตามต้องการ ถ้าไฟดับข้อมูลจะสูญหาย
- การเข้าถึงข้อมูลเป็นแบบสุ่ม
หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory)
หน่วยความจำสำรอง เป็นหน่วยความจำที่ใช้เก็บข้อมูล และโปรแกรมที่ต้องการใช้งานในคราวต่อไปได้ ซึ่งสามารถบรรจุข้อมูลและโปรแกรมได้เป็นจำนวนมาก
อุปกรณ์ที่เป็นหน่วยความจำสำรอง ได้แก่
* จานแม่เหล็ก (Magnetic Disk)
# ฮาร์ดิสก์
จานแม่เหล็กสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง (Direct Access) ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ และฟล็อปปี้ดิสก์
# เทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) สามารถบันทึกและเข้าถึงข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Sequential Access) การบันทึกทำโดยสร้างสนามแม่เหล็กลงบนเนื้อเทป
# จานแสง (Optical Disk)
* เครื่องอ่านแผ่นซีดี (CD-ROM Drive)
เป็นสื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลได้ปริมาณมากสามารถอ่านและบันทึกข้อมูลด้วยแสงเลเซอร์ เช่น CD-ROM (Compact Disc Read-Only Memory) มีความจุข้อมูลสูงมาก ตั้งแต่ 650 เมกะไบท์ (MB) สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างเดียว แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้
หน่วยแสดงผล (Output Unit)
หน่วยแสดงผล คือ
อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล
การแสดงผลลัพธ์ แบ่งเป็น 2 แบบ
* แสดงผลทางบนจอภาพ
# การแสดงผลทางจอภาพ เรียกได้อีกอย่างว่าเป็น Soft Copy คือ จะแสดงผลลัพธ์ขณะที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ อุปกรณ์คือ จอภาพคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งภาพบนจอประกอบด้วยจุดหรือ pixel หลายๆ pixel สามารถแสดงผลความละเอียดได้หลายระดับ เช่น 640 * 480 จุด , 800 * 600 จุด , 1024 * 786 จุด
# แสดงผลทางเครื่องพิมพ์
* การแสดงผลทางจอภาพ หรือเรียกได้อีกอย่างว่าเป็น Hard Copy คือ สามารถแสดงผลลัพธ์คงทนอยู่นาน ไม่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเลี้ยง อุปกรณ์ที่ใช้ คือ Printer
ที่มา www.dede4u.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)